Author Archives: admin

IFS Food Standard Version 7

ตอนนี้มีการจัดทำฉบับร่างของ IFS Food Standard Version 7 และเปิดให้ส่งความคิดเห็น จนถึง 11 พฤศจิกายน 2019 ซึ่งหมดเวลาแล้ว ลองเอาไปอ่านเป็นแนวทางก่อนนะคะ

PUBLIC CONSULTATION IFS FOOD VERSION 7
OCTOBER 2019

ประมาณการว่า Version ใหม่จะให้ความสำคัญกับวิธีการตรวจสอบที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการมากและทบทวนเอกสารเท่าที่จำเป็น และจะมุ่งเน้นที่วัฒนธรรมความปลอดภัยของอาหารมากขึ้น เช่น ค่านิยมและพฤติกรรมภายในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอาหาร
คาดว่า IFS Food Standard Version 7 จะถูกเผยแพร่ในไตรมาสแรกของปี 2020 ซึ่ง หลังจากการเปิดตัว ผู้ประกอบการจะมีเวลา 9 เดือนในการดำเนินการตามข้อกำหนดใหม่ / หรือการแก้ไขก่อนที่จะมีการบังคับใช้

https://www.ifs-certification.com/index.php/de/news/news-archiv/4003-news-ifs-food-7-pc?bc=off&fbclid=IwAR1dRGLzLEIVCzblJf0EVHWg7EnPrvlBb_rcMXOeBhlPf9A5YXx2RxlpX20

ที่มา IFS


ข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO9001:2015

1. ขอบเขต ( scope)
2. การอ้างอิง (normative reference)
3. คำศัพท์ และความหมาย (term and definitions)
4. บริบทองค์การ (context of organization)

“Read More”


การเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมของมาตรฐาน ISO9001:2015

1.ข้อกำหนดต่างๆ ของมาตรฐาน :
    มีการเขียนขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เป็นแนวปฏิบัติทั่วไป ไม่เจาะจง โดยเฉพาะสามาตรนำไปประยุกต์ใช้ในงานด้านการบริการได้ง่ายขึ้น

“Read More”

ปลาแซลมอน อันตรายที่แฝงมากับคุณประโยชน์

ผศ.ดร.นายแพทย์วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี กล่าวว่า ปลาแซลมอนเป็นปลาอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการบริโภคเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยเนื้อปลามีรสชาติหวาน ไม่คาวและมีคุณประโยชน์มากมาย

โดยในเนื้อปลาแซลมอนจะอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 และกรดไขมันไม่อิ่มตัวอีกหลายชนิด สามารถลดคอเรสเตอรอล รวมไปถึงไขมันที่สะสมตามผนังหลอดเลือด ที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ และมีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะในส่วนของความจำและการเรียนรู้ แต่ในคุณประโยชน์นั้น ได้แฝงมาด้วยอันตรายต่อสุขภาพ

โดยที่ผู้บริโภคคาดไม่ถึง นักวิจัยชาวอเมริกันได้ออกมาให้ข้อมูลว่า “เนื้อปลาแซลมอนที่เรารับประทานในปัจจุบัน จะถูกเลี้ยงในฟาร์ม และมีสารเคมีปนเปื้อนจำพวก ยาฆ่าแมลง สารพิษจากอุตสาหกรรมและสารก่อมะเร็ง ตกค้างอยู่ในเนื้อปลา” ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นคือ ผู้เลี้ยงบางรายได้ให้ปลาแซลมอนกินสารกระตุ้นเพื่อให้เนื้อปลามีสีส้มสดน่ารับประทาน เมื่อสารเหล่านี้เข้าไปสะสมในร่างกายมากๆ จะส่งผลกระทบต่อระบบประสาทตาทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติได้ รวมถึงโลหะหนักและสารเคมีอื่นๆที่อยู่ในเนื้อปลาจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากขึ้น

ทั้งนี้ในสหรัฐอเมริกาได้มีการวิจัยพบว่า “เนื้อปลาแซลมอนจากฟาร์มเลี้ยงมีสารก่อมะเร็งที่มาจากอาหารปลาในระดับที่สูงกว่าปลาแซลมอนจากธรรมชาติถึง 16 เท่า” อีกทั้งปลาแซลมอนที่เลี้ยงในฟาร์ม มีไขมันอิ่มตัวสะสมในปริมาณสูง เนื่องจากไม่ได้ว่ายน้ำหรือออกกำลังกายที่มากพอตามระยะเวลาที่ควรจะเป็นตามสัญชาติญาณทางธรรมชาติ หากรับประทานเนื้อปลาแซลมอนเข้าไปมากๆ อาจส่งผลทำให้เกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้

ดังนั้นหากจะรับประทานเนื้อปลาแซลมอน ควรศึกษาให้ดีเสียก่อนว่าเป็นเนื้อปลาแซลมอนจากทะเลโดยตรง หรือเป็นปลาแซลมอนที่ถูกเลี้ยงในฟาร์ม หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็ควรรับประทานแต่พอเหมาะ โดยมีนักวิจัยออกมาแนะนำว่า “ไม่ควรบริโภคเนื้อปลาแซลมอนที่ถูกเลี้ยงในฟาร์ม เกินกว่า 0.25 กิโลกรัมต่อเดือน ส่วนเนื้อปลาแซลมอนจากธรรมชาติสามารถบริโภคได้ถึง 2 กิโลกรัมต่อเดือน”


ISO 22000 ปรับปรุงใหม่ ใช้งานได้ง่ายขึ้น

ISO 22000 ปรับปรุงใหม่ ใช้งานได้ง่ายขึ้น

iso22000-has-just-reached-dis-stage
เพื่อให้มาตรฐานมีความทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานทั่วโลก ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน จึงทำการทบทวนมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ มาตรฐาน ISO 22000 ก็เช่นกัน ปัจจุบัน ไอเอสโอได้ทบทวนมาถึงขั้นร่างมาตรฐานแล้ว

มาตรฐานที่ทำการทบทวนใหม่จะรวมเอาโครงสร้างหลักอันใหม่เข้าไปพร้อมกับองค์ประกอบหลักเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของอาหารในทุกๆ ขั้นตอนของห่วงโซ่อาหาร

การทบทวนมาตรฐาน ISO 22000 มุ่งไปสู่การรวบรวมประเด็นใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารเพื่อให้เหมาะสมกับภาคส่วนอาหารในปัจจุบัน ซึ่งมีกระบวนการที่รัดกุมและกลุ่มงานที่ทำการทบทวนมาตรฐานก็ได้ค้นพบแนวคิดที่ขยายวงกว้างออกไปอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อปีที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญได้มาประชุมร่วมกัน 3 ครั้งและได้รับข้อคิดเห็นจำนวน 1,800 ข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลกซึ่งเป็นผู้แทนขององค์กรที่ทำหน้าที่ต่างๆ กัน

ปัจจุบัน หน้าที่หลักของผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นก็คือการแปลแนวคิดที่ได้มีการปรับปรุงแล้วในมาตรฐานและทำการสื่อสารให้กับผู้ใช้งานอย่างชัดเจนและตรงประเด็นซึ่งทำให้สามารถเข้าใจมาตรฐาน ISO 22000 ได้ง่ายขึ้นและทำให้ทุกองค์กรมีการนำไปใช้ได้ในทุกแง่มุมของห่วงโซ่อาหาร

มาตรฐาน ISO 22000 ที่มีการทบทวนใหม่จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยซึ่งทำให้สามารถอ่านได้ง่ายขึ้นและชัดเจนขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญที่มีโครงสร้างเป็นธรรมชาติมากขึ้น สิ่งที่สำคัญได้แก่

มาตรฐานฉบับใหม่จะรับเอาโครงสร้างระดับสูงหรือ High-Level Structure (HLS) ไปใช้ซึ่งเป็นกรอบการทำงานของมาตรฐานระบบการจัดการทั้งหมดของไอเอสโอ โครงสร้างที่เหมือนกันนี้จะทำให้ง่ายขึ้นสำหรับธุรกิจที่จะนำมาตรฐานระบบการจัดการของไอเอสโออื่นๆ ไปใช้ซึ่งสามารถรวมเข้าไปในกระบวนการขอได้ในครั้งเดียว
มาตรฐานที่มีการทบทวนนี้จะทำให้เข้าใจในแนวคิดของ “ความเสี่ยง” ซึ่งความเสี่ยงนั้นเป็นแนวคิดสำคัญกับธุรกิจอาหารและมาตรฐานจะแตกต่างกันระหว่างความเสี่ยงในระดับปฏิบัติการ (Hazard Analysis Critical Control Point approach, หรือ HACCP) และความเสี่ยงในระดับกลยุทธ์ของระบบการจัดการ (ความเสี่ยงทางธุรกิจ) ซึ่งหมายถึงความสามารถในการใช้โอกาสเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายที่เจาะจงในธุรกิจ
มาตรฐานนี้จะให้ความกระจ่างชัดของความแตกต่างระหว่างวงจร PDCA สองวงจร วงจรแรกมีการนำไปปรับใช้กับระบบการจัดการโดยรวมในขณะที่วงจรที่สองจะเน้นที่การปฏิบัติงานตามที่อธิบายในข้อ 8 ซึ่งครอบคลุมหลักการของ HACCP ตามที่โครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ Codex Alimentarius กำหนดไว้ (ข้อ 8 คือ การทวนสอบเพื่อยืนยันการใช้งานได้ (Validation) การทวนสอบ (verification) และการปรับปรุงระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร (improvement of the food safety management system))
ไอเอสโอคาดว่ามาตรฐาน ISO 22000 ที่อยู่ระหว่างการทบทวนและปรับปรุงนี้จะตีพิมพ์เผยแพร่ได้ภายในเดือนมิถุนายน 2561


ความแตกต่างระหว่าง เกษตรปลอดภัย กับ เกษตรอินทรีย์ GAP and Organic เป็นอย่างไร ?

ติดตามข่าวสารน่ารู้ ได้ที่ บริษัท คิว คอมแพค จำกัด www.qcompact.com


ความปลอดภัยทางอาหาร..สำคัญกว่าที่คิด

Food Safety หรือ ความปลอดภัยทางอาหาร คือ การจัดการให้อาหารที่มนุษย์นำมาบริโภค มีความปลอดภัย โดยไม่เป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ เพื่อให้ผู้บริโภคปลอดภัยจากอันตรายที่มาจากอาหาร เช่น อันตรายทางชีวภาพที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตที่เป็นจุลินทรีย์ก่อโรค อันตรายทางเคมีที่เกิดจากสารเคมีที่มีอยู่ในวัตถุดิบ อันตรายทางกายภาพที่เกิดจากสิ่งแปลกปลอม ปนเปื้อนมากับอาหาร

จากรายงานสถานการณ์คุณภาพอาหารของโลก พบว่า สินค้าจากประเทศในแถบเอเชียมีปัญหาด้าน Food Safety มากที่สุด ผู้ผลิตสินค้าอาหารในประเทศไทยจึงต้องสร้างความเชื่อมั่น ให้ผู้บริโภควางใจในความปลอดภัยของอาหารที่รับประทานอยู่ในชีวิตประจำวัน

สัญลักษณ์อาหารปลอดภัยในประเทศไทย


จากเดิมกฎหมาย GMP 
ระบบความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศไทย..

ที่เริ่มได้มีการจัดตั้งระบบความปลอดภัยด้านอาหารแห่งชาติในปี พ.ศ. 2542 และมีการประกาศบังคับใช้กฎหมาย GMP ในปี 2543 ต่อมาได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ความปลอดภัยด้านอาหารขึ้นในปี พ.ศ. 2545 ในด้านผลิตภัณฑ์อาหาร หมดเวลาผ่อนผันไปแล้วตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2546 ซึ่งจะมีผลต่อผู้ผลิตอาหารทั้ง 54 ประเภท ต้องปฏิบัติตามกฎหมายจีเอ็มพีทุกราย โดยการควบคุมของหน่วยงานหลัก คือ

  1. กระทรวงสาธารณสุข ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับอาหารนำเข้า และบริโภคภายในประเทศ ประกอบด้วยหน่วยงานย่อยที่สำคัญคือ
    • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
    • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
    • กรมอนามัย
    • กรมควบคุมโรค
  2. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับอาหารส่งออก ประกอบด้วยหน่วยงานย่อยที่สำคัญ คือ
    • สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.)
    • กรมประมง
    • กรมปศุสัตว์
    • กรมวิชาการเกษตร
    • กรมส่งเสริมการเกษตร
    • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยอาหารของประเทศไทย ได้แก่ สำนักงาน อนามัย กทม., กรมวิทยาศาสตร์บริการ, ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ, สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ, กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม, สถาบันอาหาร ,สถาบันวิจัยโภชนาการ และสถาบันการศึกษาต่างๆ

ระบบความปลอดภัยด้านอาหารในต่างประเทศ

ประเทศสหรัฐอเมริกา 

มีหน่วยงานจัดการหลัก 2 หน่วยงาน คือ U.S. FDA และ  FSISU.S. FDA สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นหน่วยงานภายใต้ Department of Health and Human Service (DHHS)

FSIS (Food Safety and Inspection Service) หน่วยบริการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหาร ภายใต้ U.S. Department of Agriculture (USDA)

นอกจากนี้มีองค์กรอิสระร่วมมือกับรัฐบาล ในการดูแลความปลอดภัยของอาหาร เช่น สมาคมผลิตภัณฑ์อาหาร ( Food Products Association : FPA) , หน่วยงานที่ดูแลสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ( Environment Protection Agency : EPA) เนื่องจากปัญหาจากสารยาฆ่าแมลง เป็นต้น

สหภาพยุโรป

หน่วยงานที่มีบทบาทในการบังคับใช้และติดตามการประสานงานเพื่อให้มีการนำกฎหมายเกี่ยวกับอาหารไปใช้ในสหภาพยุโรป คือ กระทรวงสุขภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค ( Directorate – General on Health and Consumer Protection), สำนักงานอาหารและอนามัยสัตว์ ( Food and Veterinary Office : FVO) และ องค์การความปลอดภัยของอาหารแห่งยุโรป ( European Food Safety Authority : EFSA) ดำเนินการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เพื่อชี้ให้เห็นปัญหาและอันตรายที่สำคัญตลอดห่วงโซ่อาหารทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยหน่วยงาน EFSA ได้ก่อตั้งตามสมุดปกขาว ( Commission’s White Paper on Food Safety) เพื่อจัดทำรายงานการประเมินความเสี่ยงเสนอคณะกรรมาธิการยุโรป ( The European Commission)

EFSIS “European Food Safety Inspection Service” เป็นสถาบันที่ให้บริการการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารตามมาตรฐานสหภาพยุโรป

ประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายด้านความปลอดภัยอาหารขั้นพื้นฐานที่กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการด้านความปลอดภัยอาหาร ( Food Safety Council : FSC) เป็นองค์กรอิสระทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยง สืบหาข้อมูล กำหนดมาตรการชั่วคราวหากอาหารมีอันตราย มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน และทำหน้าที่แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความเสี่ยงระหว่างหน่วยงานหลัก คือ กระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการ ( Ministry of Health, Labour and Welfare) และกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง ( Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries) ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการความเสี่ยงในภาพรวมของประเทศ โดยมีหน่วยงานที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับงานด้านความปลอดภัยอาหารโดยตรงของญี่ปุ่น มีดังนี้

  1. สำนักงานความปลอดภัยอาหารและคุ้มครองผู้บริโภค( Food Safety and Consumer Affairs Bureau)
  2. สถาบันวิจัยอาหารแห่งชาติ ( National Food Research Institute : NFRI)

ประเทศแคนาดาหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบความปลอดภัยด้านอาหาร มี 2 หน่วยงานหลัก คือ

  1. กระทรวงเกษตรและเกษตรอาหาร ( Ministry of Agriculture and Agri-Food)
  2. กระทรวงสาธารณสุข ( Health Canada )

โดยมีหน่วยตรวจสอบอาหาร ( Canadian Food Inspection Agency : CFIA) เป็นหน่วยงานรวบรวม จัดการและส่งเสริมให้เกิดการตรวจสอบสินค้าอาหารอย่างเป็นระบบ ทั้งผลผลิตทางการเกษตร และสินค้าอาหารที่ขึ้นตรงกับ Ministry of Agriculture and Agri-Food

ประเทศออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ ได้ร่วมกันจัดตั้งสำนักงานมาตรฐานอาหาร ( Food Standard Australia New Zealand) ขึ้น เป็นหน่วยงานร่วม 2 ประเทศ มีหน้าที่คุ้มครองด้านสุขภาพความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่อาหาร

ประเทศสิงคโปร์ มีหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารมี 2 หน่วย

  1. Agri-Food and Veterinary Authority of Singapore มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของอาหาร ตั้งแต่ การผลิต นำเข้า จำหน่าย ทั้งตรวจสอบอาหารก่อนจำหน่าย ตรวจสอบฟาร์ม โรงฆ่า โรงงานแปรรูปอาหารและมีหน่วยวิเคราะห์ทดสอบกลางในการตรวจวิเคราะห์อาหาร
  2. National Environment Agency มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของอาหารในขณะจำหน่าย การเตรียมอาหารในภัตตาคาร ซุเปอร์มาร์เก็ต และผู้จำหน่ายรายย่อย มุ่งเน้นที่สุขอนามัยอาหาร และ มาตรฐานสาธารณสุข มีการเฝ้าระวังและมีมาตรการป้องกันเข้มงวด รวมทั้งจัดทำโครงการสนับสนุน รักษาสภาพแวดล้อม

ส่วนประเทศอื่นๆ โดยสรุปแล้ว ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการความปลอดภัยด้านอาหารมากขึ้น มีระบบดูแล รัดกุม เป็นเอกภาพ และมีการประสานงานในระดับสูง เพื่อให้เกิดการประสานนโยบายต่างๆ

องค์การและความตกลงระหว่างประเทศ

 องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO)
 โครงการมาตราฐานอาหารระหว่างประเทศ (The CODEX Alimentarius)
 ความตกลงว่าด้วยการบังคับใช้มาตรการสุขอนามัย (Agreement on The Application of SPS)
 องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (Office International des Epizooties : OIE)
 สำนักงานอนุสัญญาว่าด้วยการอารักขาพืชระหว่างประเทศ (The International Plant Protection Convention : IPPC)
 อนุสัญญาอารักขาพืชระหว่างประเทศ (IPPC) กับมาตรการอารักขาพืชของประเทศไทย

ระบบการจัดการความปลอดภัยด้านอาหาร

ระบบการจัดการความปลอดภัยด้านอาหาร HACCP มาตรฐาน HACCP 
ระบบจัดการคุณภาพที่มีจุดมุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดความปลอดภัยในอาหาร โดยการวิเคราะห์อันตราย (Hazard) ทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ ที่จุดวิกฤตที่ต้องควบคุม CCPs   ระบบความปลอดภัยด้านอาหาร (FSMS) ISO 22000 : 2005 มาตรฐาน ISO 22000 มีจุดมุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดความปลอดภัยในห่วงโซ่ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารสู่ผู้บริโภคซึ่งได้ระบุว่าในองค์กร

– จำเป็นต้องแสดงความสามารถในการควบคุมอันตรายในการะบวนการทั้งหมด ในห่วงโซ่อาหาร เพื่อให้ได้มาซึ่งความปลอดภัยของอาหาร และความพึงพอใจตามข้อกำหนดของผู้บริโภค- ต้องมุ่งมั่นและมุ่งหมายในการเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า โดยการควบคุมอันตรายทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตอาหาร

มาตรฐาน ISO 22000
สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกประเภทของกิจการในห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ผู้ผลิตอาหารสัตว์, โรงงานผลิตและแปรรูป, กิจการในการขนส่งและเก็บรักษาอาหาร, ผู้ค้าปลีกและผู้ให้บริการเกี่ยวกับอาหาร และแม้แต่กิจการที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องจักรในการผลิตอาหาร, วัสดุบรรจุภัณฑ์ในการบรรจุอาหาร, สารทำความสะอาดในอุตสาหกรรมอาหาร และกิจการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสารเติมแต่งและส่วนผสมต่างๆในการผลิตอาหารทุกประเภท 


สดุดีพระแม่ไทย

บทเพลงในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล 12 สิงหาคม 2562
กระทรวงวัฒนธรรม จัดทำบทเพลง “สดุดีพระแม่ไทย” เทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสวัน
เฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ พร้อมทั้งเชิญชวนชาวไทยร่วมขับร้องในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๒ นี้ วันนี้ (๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒) นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ อย่างสมพระเกียรติ ซึ่งขณะนี้นายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ภาพรวมของการจัดงานในส่วนกลาง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๒ เวลา ๑๙.๓๐ น. ณ เวทีท้องสนามหลวง ซึ่งโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยจะถ่ายทอดสด เพื่อประชาชนทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศร่วมถวายพระพรชัยมงคลโดยพร้อมเพรียงกัน นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ กล่าวต่อไปว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ได้นำเสนอบทเพลง “สดุดีพระแม่ไทย” เพื่อใช้ในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลในปีนี้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแล้ว สำหรับบทเพลง “สดุดีพระแม่ไทย” ดำเนินการผลิตโดยกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนเพื่อถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ และเพื่อเทิดพระเกียรติในโอกาสสำคัญต่าง ๆ โดยบทเพลงดังกล่าวนี้ประพันธ์คำร้องโดย นายชัยรัตน์ วงศ์เกียรติ์ขจร ผู้ประพันธ์บทเพลงที่มีชื่อเสียง อาทิ พระราชินีในดวงใจ และพลังอาเซียน เป็นต้น และประพันธ์ทำนองโดย นายวิรัช อยู่ถาวร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) ประจำปี ๒๕๖๐ นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ กล่าวเพิ่มเติมในตอนท้ายว่า ขอเชิญหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน สื่อมวลชน ห้างสรรพสินค้า และผู้ให้บริการขนส่งมวลชน ร่วมแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี เผยแพร่บทเพลง “สดุดีพระแม่ไทย” ควบคู่กับบทเพลง “แม่แห่งแผ่นดิน” ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการจัดทำเพลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗๖ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๑ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดี ตลอดจนน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาตินานัปการ และขอเชิญประชาชนชาวไทยทุกคนร่วมขับร้องบทเพลงในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลพร้อมกันทั่วประเทศ


การเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมของมาตรฐาน ISO9001:2015

1.ข้อกำหนดต่างๆ ของมาตรฐาน :
    มีการเขียนขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เป็นแนวปฏิบัติทั่วไป ไม่เจาะจง โดยเฉพาะสามาตรนำไปประยุกต์ใช้ในงานด้านการบริการได้ง่ายขึ้น

“Read More”

ฉลากเครื่องสำอาง

ฉลากเครื่องสำอาง

ข้อบังคับเกี่ยวกับฉลากเครื่องสำอาง

             ตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เมื่อ 17 มีนาคม 2554 ได้ชี้แจงการแสดงฉลากเครื่องสำอางให้เป็นไปตามรูปแบบเดียวกัน โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่
วันที่ 14 กันยายน 2554 มีสาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้

1.ฉลากเครื่องสำอางต้องแสดงข้อความอันจำเป็น ดังนี้
(1) ชื่อเครื่องสำอางและชื่อทางการค้าของเครื่องสำอาง ซึ่งต้องมีขนาดใหญ่กว่าข้อความอื่น
(2) ประเภทหรือชนิดของเครื่องสำอาง
(3) ชื่อของสารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ซึ่งจะต้องเป็นชื่อตามตำราที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด และจะต้องเรียงลำดับตามปริมาณของสารจากมากไปหาน้อย
(4) วิธีใช้เครื่องสำอาง
(5) ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต กรณีเป็นที่เป็นเครื่องสำอางที่ผลิตในประเทศ ชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้าและชื่อผู้ผลิตและประเทศที่ผลิต
กรณีเป็นเครื่องสำอางนำเข้า
(6) ปริมาณสุทธิ
(7) เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต
(8) เดือน ปี ที่ผลิต หรือ ปี เดือน ที่ผลิต
(9) เดือน ปี ที่หมดอายุ หรือ ปี เดือน ที่หมดอายุ หรือข้อความอื่นที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน
(10) คำเตือน เกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่ออนามัยของบุคคล (ถ้ามี)
(11) เลขที่ใบรับแจ้ง
2.กรณีเครื่องสำอางที่มีภาชนะบรรจุขนาดเล็ก และมีพื้นที่ในการแสดงฉลากน้อยกว่า 20 ตารางเซ็นติมเตร อย่างน้อยต้องแสดงข้อความอันจำเป็นที่ฉลาก คือข้อ (1) (7) (8) (11) ส่วนข้อความจำเป็นอื่นๆ ให้แสดงไว้ที่ใบแทรก หรือเอกสาร หรือคู่มือที่ใช้ประกอบเครื่องสำอาง
3.เลขที่ใบรับแจ้งเป็นตัวเลขที่บ่งชี้ว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางนั้นได้มาแจ้งรายละเอียดตามข้อกำหนดการผลิตเพื่อขายหรือนำเข้าเพื่อขายเครื่องสำอางควบคุมแล้ว โดยในกระบวนการรับแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่จะพิจารณาเอกสารและหลักฐานที่ผู้ประกอบธุรกิจส่งมอบ หากเห็นว่าถูกต้อง ครบถ้วน จะออกใบรับแจ้งให้ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งในใบรับแจ้งจะปรากฏเลขที่ใบรับแจ้งด้วย
4.การแสดงเลขที่ใบรับแจ้งตามข้อ 1 ที่ฉลากของเครื่องสำอาง ให้แสดงดังตัวอย่างต่อไปนี้ คือ เลขที่ใบรับแจ้ง 10-1-5400001
5.การนำเลขที่ใบรับแจ้งไปใส่ไว้ในกรอบเครื่องหมาย อย. อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนตำรับแล้ว ซึ่งอาจมีความผิดตามกฏหมาย
6.ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางรุ่นที่ผลิตหรือนำเข้าเพื่อขายอยู่ก่อนวันที่ 14 กันยายน 2554 สามารถใช้ฉลากภาษาไทยที่มีข้อความอันจำเป็นแบบเดิม แต่หากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางนั้นผลิตหรือนำเข้าเพื่อขายตั้งแต่ 14 กันยายน 2554 เป็นต้นไป จะต้องแสดงข้อความอันจำเป็นที่ฉลากภาษาไทยให้ครบถ้วนตามประกาศคณะกรรมการเครื่องสำอางฉบับใหม่

#สอบถามฟรี #ขอเลขที่จดแจ้ง


Address

บริษัท คิว คอมแพค จำกัด
Quality System Improve Everything
เราเชื่อว่า “ระบบที่มีคุณภาพ สามารถพัฒนาทุกอย่างได้”

21/20 ถนนมาเจริญ เเขวงหนองแขม
เขตหนองแขม กรุงเทพฯ 10160
Tel : 02-812-2204 ต่อ 12
Mobile Phone : 062-515-1446 (เจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย)
เวลาทำการ : จ-ส เวลา 8.30 น. - 18.00 น. (เสาร์เว้นเสาร์)

ช่องทางการติดต่อ

โทร 02-812-2204
มือถือ 062-515-1446 (เจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย)

เพิ่มเพื่อน