Author Archives: admin

อบรมข้อกำหนด GMP 2020

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

ข้อกำหนด GMP/HACCP and GHPs/HACCP Draft Revision 5

GMP/HACCP and GHPs/HACCP Draft Revision 5 Requirement

วัตถุประสงค์หลักสูตร:

เพื่อเป็นยกระดับมาตรฐาน และทราบถึงการเปลี่ยนแปลงมาตรฐาน GHPs/HACCP V.5 ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาใช้เป็นแนวทางการกำหนดระบบการควบคุมการทำงานในการผลิตอาหารหรือการผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร โดยการใช้  Model สำหรับการจัดทำระบบเอกสารให้สอดคล้องตามมาตรฐานและใช้ระบบเอกสารเป็นเครื่องมือในการบริหารและติดตามประสิทธิผลของการจัดทำระบบ  โดยมุ่งประเด็นที่มีการเปลี่ยนแปลงของมตราฐาน GHPs/HACCP V.5

BSI มุ่งมั่นในการให้ข้อมูล ความรู้ที่เป็นปัจจุบันที่สามารถนำไปปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาในสถานประกอบการท่านได้อย่างแท้จริง หลักสูตรนี้เน้นให้พนักงานมีความรู้และความเข้าใจในส่วนที่มาของระบบ และทฤษฎี รวมถึงการฝึกภาคปฏิบัติเพื่อให้เกิดประสบการณ์จริงในการประยุกต์ใช้ระบบพร้อมตัวอย่างจริงให้ท่านง่ายต่อการทำความเข้าใจ

ผู้ควรเข้ารับการอบรม

ผู้บริหาร, หัวหน้างาน, คณะทางานด้านคุณภาพ และความปลอดภัยด้านอาหาร, Food Safety Team, เจ้าหน้าที่ควบคุมผู้ส่งมอบ

เนื้อหาหลักสูตร

  • การเปลี่ยนแปลง และคำนิยามที่เกิดขึ้นในมาตรฐาน GHPs/HACCP V.5
  • การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนด GHPs
  • ข้อ 2. วัตถุประสงค์ของการผลิตขั้นต้น
  • ข้อ 3. สถานประกอบการ – การออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์
  • ข้อ 4. การฝึกอบรมและความสามารถ
  • ข้อ 5. การกำหนดการบำรุงรักษาและการฆ่าเชื้อโรค
  • ข้อ 6. สุขลักษณะส่วนบุคคล
  • ข้อ 7. การควบคุมการปฏิบัติงาน
  • ข้อ 8. ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และการสร้างความเข้าใจให้ผู้บริโภค
  • ข้อ 9. ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และการสร้างความเข้าใจให้ผู้บริโภค
  • Work shop: การศึกษาถึงข้อมูลของผลิตภัณฑ์และการกำหนดวัตถุประสงค์การใช้และการทบทวนเอกสารแผนภูมิกระบวนการผลิต และ การทำการวิเคราะห์อันตรายและพิจารณาหามาตรการในการควบคุมอันตรายตามหลักการที่ 1 ของระบบ HACCP
  • Work shop: การวิเคราะห์หาจุด CCP ตามหลักการที่ 2 ของระบบ HACCP
  • Work shop: การกำหนดเกณฑ์ค่าจำกัดวิกฤตที่เหมาะสม ตามหลักการที่ 3
  • Work shop: การกำหนดการเฝ้าระวังตามหลักการที่ 4
  • Work shop: การกำหนดวิธีการแก้ไขตามหลักการที่ 5
  • Work shop: การกำหนดวิธีการทวนสอบ ตามหลักการที่ 6

29 กรกฎาคม วันภาษาไทยแห่งชาติ

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานและทรงอภิปรายเรื่อง “ปัญหาการใช้คำไทย” ในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิที่ คณะอักษรศาสตร์

” เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ” ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน และวิธีใช้คำมาประกอบประโยคให้ถูกต้อง การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้นนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้แก่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงร่วมอภิปรายในการประชุมทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาในเมืองไทย ดังนั้น จึงเป็นที่มาของวันภาษาไทยแห่งชาติ ๒๙ กรกฎาคมคณะรัฐมนตรีได้มีติเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ เห็นชอบให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ๑.เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์ และนักภาษาไทย รวมทั้งเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ได้ทรงแสดงความห่วงใย และพระราชทานแนวคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย๒. เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒๓. เพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกของคนไทยทั้งชาติให้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือร่วมใจกันทำนุบำรุงส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และเป็นสมบัติวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป๔. เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการใช้ภาษาไทย ทั้งในวงวิชาการและวิชาชีพ รวมทั้งเพื่อยกมาตรฐานการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานศึกษาทุกระดับให้สัมฤทธิผลยิ่งขึ้น๕. เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชนทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อเผยแพร่ความรู้ภาษาไทยในรูปแบบต่าง ๆ ไปสู่สาธารณชนทั้งในฐานะที่เป็นภาษาประจำชาติ และในฐานะที่เป็นภาษาเพื่อการสื่อสารของทุกคนในชาติขอขอบคุณ : https://www.nationtv.tv/main/content/378417638/


28 กรกฎาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (ร.10)

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน เป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 เวลา 17:45 น. มีพระเชษฐภคินีคือทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระขนิษฐภคินีสองพระองค์คือสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

ขณะพระชนมายุได้หนึ่งพรรษา พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระราชทานพระนาม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นผู้ตั้งพระนามถวายตามดวงพระชะตาว่า

“สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ
เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ
บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ
เทเวศรธำรงสุบริบาล
อภิคุณูปการมหิตลาดุลเดช
ภูมิพลนเรศวรางกูร
กิตติสิริสมบูรณสวางควัฒน์
บรมขัตติยราชกุมาร”

พระนาม “วชิราลงกรณ” นั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงตั้งถวาย มาจาก “วชิระ” พระนามฉายาทั้งในพระองค์เองและในขณะผนวชของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผนวกกับ “อลงกรณ์” จากพระนามเดิมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความหมายว่า “ทรงเครื่องเพชรหรืออสนีบาต

เมื่อทรงพระเจริญมีพระชนมายุได้ 4 พรรษา สมเด็จพระบรมชนกาธิราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เริ่มการถวายพระอักษร ได้ทรงเข้าศึกษาชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนจิตรลดา เมื่อเดือนกันยายน 2499 ในขณะนั้นโรงเรียนนี้ยังตั้งอยู่ที่พระที่นั่งอุดร พระราชวังดุสิต ต่อมาจึงได้ย้ายไปตั้งในบริเวณพระราชฐานสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ทรงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนจิตรลดาจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จึงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อ ในประเทศอังกฤษ ที่โรงเรียนคิงส์ มีด เมืองซีฟอร์ด แคว้นซัสเซกส์ เมื่อเดือนมกราคม 2509 ต่อจากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาที่โรงเรียนมิลฟิลด์ เมืองสตรีท แคว้นซอมเมอร์เซท เมื่อเดือนกันยายน 2509 จนถึงปี 2513 โดยในระหว่างที่ทรงศึกษาในประเทศอังกฤษ พระองค์ได้เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ทรงทำทุกอย่างด้วยพระองค์เอง ไม่ว่าจะเป็นการซักฉลองพระองค์ หรือขัดรองพระบาท โดยไม่มีบุคคลอื่นให้ความช่วยเหลือ เฉกเช่นสามัญชนทั่วไป” หลังจากนั้น ทรงศึกษาต่อวิชาทหารที่โรงเรียนคิงส์สกูล ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เสร็จแล้ว ทรงศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขาอักษรศาสตร์ (ด้านการทหาร) จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ พ.ศ. 2519

เมื่อนิวัติประเทศไทยทรงรับราชการทหารแล้วทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 46 เมื่อ พ.ศ. 2520 ทรงเข้าศึกษาในสาขาวิชานิติศาสตร์ รุ่นที่ 2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อ พ.ศ. 2525 ทรงสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) และ พ.ศ. 2533 ทรงได้รับการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรแห่งสหราชอาณาจักร

เมื่อมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ขึ้นเป็นสยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่านับเป็นสยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่ 3 ของไทย

“สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ
บดินทรเทพยวรางกูร
สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์
วรขัตติยราชสันตติวงศ์
มหิตลพงศอดุลยเดช
จักรีนเรศยุพราชวิสุทธ
สยามมกุฎราชกุมาร”


ร่างกฎกระทรวง ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

ด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 

โดยออกพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว จากนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้มีการนำเสนอร่างกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 2) 

พ.ศ.2562 จำนวน 3 ฉบับ ดังนี้

1. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ … (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 (การกำหนดประเภท ชนิด และขนาดของโรงงาน)

2. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ … (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 (กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เพิ่มเติมจากเดิม)

3. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ … (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 (กำหนดค่าธรรมเนียมรายปีอัตราใหม่เพิ่มเติมจากเดิม)

ร่างกฎกระทรวงทั้ง 3 ฉบับดังกล่าวข้างต้น ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว โดยเมื่อคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ตรวจพิจารณา ผลของกฎกระทรวงทั้ง 3 ฉบับ จะส่งผลดังนี้

– โรงงานจำพวกที่ 3 ที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) เดิมที่ยังคงสถานะเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 อยู่ในปัจจุบันเฉพาะที่มีเครื่องจักรตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป แต่ไม่เกิน 75 แรงม้า หรือมีคนงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป แต่ไม่เกิน 75 คน จะเปลี่ยนสถานะไปเป็นโรงงานจำพวกที่ 2 โดยปริยายทันที ซึ่งกรณีนี้ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้จะกำหนดให้ถือว่าใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) เดิมเป็นใบรับแจ้ง ฯ (ร.ง.2) ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535

– โรงงานจำพวกที่ 2 ที่มีใบรับแจ้งการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 (ร.ง.2) เดิมที่ยังคงสถานะเป็นโรงงานจำพวกที่ 2 อยู่ในปัจจุบัน (เครื่องจักร 50 แรงม้า หรือมีคนงาน 50 เท่านั้น) จะยังคงสถานะเป็นโรงงานจำพวกที่ 2 ที่มีใบรับแจ้งการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 (ร.ง.2) อยู่เช่นเดิมต่อไป สำหรับโรงงานจำพวกที่ 2 ที่มีใบรับแจ้งการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 (ร.ง.2) เดิมที่มีเครื่องจักรไม่ถึง 50 แรงม้า หรือมีคนงานไม่ถึง 50 คน จะไม่มีสถานะเป็นโรงงานตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562 มีผลใช้บังคับแล้ว เนื่องจากขาดองค์ประกอบคำว่า “โรงงาน” ตามมาตรา 5

 – สำหรับโรงงานจำพวกที่ 1 เดิมจะไม่มีสถานะเป็นโรงงานตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้แล้ว เนื่องจากขาดองค์ประกอบคำว่า “โรงงาน” ตามมาตรา 5

ดังนั้น หากท่านมีข้อกังวลว่าโรงงานของตนเองจะไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ซึ่งอาจทำให้มีปัญหาในการติดต่อราชการหรือในการทำสัญญาต่อเอกชน หรืออาจมีความกังวลต่อการขยายโรงงานในอนาคตแล้ว กรณีนี้สามารถมาดำเนินการให้สถานะความเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 ยังคงอยู่ได้โดยการมาดำเนินการเพิ่มเครื่องจักรจนทำให้มีเครื่องจักรรวมเกินกว่า 75 แรงม้า หรือเพิ่มคนงานจนทำให้มีคนงานรวมเกินกว่า 75 คน ก่อนวันที่ร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภท ชนิด และขนาดของโรงงาน พ.ศ. ….. จะมีผลใช้บังคับแล้ว กรณีนี้หากดำเนินการแล้วจะส่งผลให้โรงงานดังกล่าวยังคงเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 ที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) อยู่เช่นเดิม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-812-2204 คุณปุ๊ก

จึงเรียนมาเพื่อทราบ


Codex เตรียมประกาศมาตรฐานคุมเข้มสารก่อภูมิแพ้ธุรกิจอาหาร แนะผู้ประกอบการเตรียมปรับตัว

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

เร่งประชาสัมพันธ์ผู้ประกอบการ ศึกษาหลักปฏิบัติ พร้อมปรับตัว เพื่อส่งออกสินค้าเกษตรไทยไม่สะดุดในอนาคต


นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า การประชุม Codex Alimentarius Commission ครั้งที่ 43 เดิมมีการกำหนดจัดการประชุมกลางเดือน กรกฎาคม 2563 ณ กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทาง Mr.Guilherme da Costa ประธานคณะกรรมการธิการโคเด็กซ์ จึงได้พิจารณาประชุมคณะกรรมการบริหารโคเด็กซ์ (Executive Commiyyee) ทางออนไลน์แทน เพื่อให้ยังคงดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพิจารณา Critical Review ของร่างมาตรฐาน Codex
โดย Codex ได้ทบทวนมาตรฐานหลักการทั่วไปสำหรับสุขลักษณะอาหาร (General Principles of Food Hygiene (CXC1-1969) and its HACCP Annex) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างหลักการทั่วไปด้านสุขลักษณะอาหารและการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตในธุรกิจอาหาร กำหนดให้ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร (Food Business Operators) ซึ่งครอบคลุมเกษตรกร ผู้ประกอบการผลิตอาหารตลอดห่วงโซ่ต้องเข้าใจและทราบถึงอันตรายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมาตรการที่ใช้เพื่อป้องกันและกำจัดอันตรายเหล่านั้น โดยแบ่งมาตรการเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.การควบคุมทั่วไปด้วยการปฏิบัติที่ดีทางสุขลักษณะ (Good Hygienic Practices GHP) 2.การควบคุมที่เฉพาะเจาะจงกับอันตราย ณ จุดวิกฤตที่ต้องควบคุม และ3.การควบคุมทั่วไปด้วย GHP แต่ขั้นตอนนี้มีความเสี่ยงมากกว่าจุดอื่น จึงอาจเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดหรือการทวนสอบ รวมทั้งได้ปรับประเด็นการใช้น้ำโดยให้ใช้น้ำที่เหมาะสม ตามวัตถุประสงค์การใช้ของแต่ละขั้นตอนการผลิตรวมถึงปรับแก้หลักการ HACCP เพื่อให้เกิดความชัดเจนระหว่างการทดสอบความใช้ได้ (Validation) และการทวนสอบ (Verification)

มาตรฐานนี้หน่วยรับรองในประเทศได้มีการนำไปใช้ตรวจรับรอง และประเทศต่างๆ ได้นำไปใช้อ้างอิงเพื่อออกเป็นกฎหมายของประเทศตนเอง จึงมีผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตอาหาร ขณะเดียวกัน มกอช. ได้ทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติ: หลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะอาหาร (มกษ. 9023-2550) และเรื่อง ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมและแนวทางในการนำไปใช้ (มกษ. 9024-2550) รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติที่ดีทางการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับสากล
ทั้งนี้ Codex เตรียมประกาศมาตรฐานใหม่ เรื่อง “หลักปฏิบัติสำหรับการจัดการสารก่อภูมิแพ้สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร” (Code of Practice on Food Allergen Management for Food Business Operator) ซึ่งครอบคลุมการจัดการสารก่อภูมิแพ้ตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร ได้แก่ ผู้ผลิตขั้นต้น โรงงานแปรรูป ร้านค้าปลีก และร้านอาหาร เพื่อให้มีการป้องกันการปนเปื้อนของสารก่อภูมิแพ้จากเครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้การทำความสะอาด โดยยังเน้นให้มีโปรแกรมการฝึกอบรมพนักงานให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งมาตรฐานนี้จะมีความสำคัญมากในอนาคต และต่อการค้าระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้


อีกทั้ง Codex เตรียมรับรองให้ใช้วัตถุเจือปนอาหาร Xanthan Gum (INS415) และ Pectins (INS440) เป็นสารให้ความข้นเหนียว (Thickener) ในอาหารสำหรับทารกและอาหารทางการแพทย์สำหรับทารกที่ระดับ 0.19 และ 0.2 g ในผลิตภัณฑ์ 100 ml ตามลำดับ
“อย่างไรก็ตาม Codex อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุเจือปนอาหาร ในกรอบการพิจารณาเหตุผลทางเทคโนโลยีการผลิต เพื่อทบทวนการใช้วัตถุเจือปนอาหาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการผลิตอาหารดังกล่าว ฉะนั้น มกอช. ในฐานะหน่วยงานกลางด้านมาตรฐาน ซึ่งเป็นผู้แทนประเทศไทยในการเข้าร่วมการประชุม Codex จะประสานผู้ประกอบการเตรียมข้อมูล เหตุผลความจำเป็นทางด้านเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเสนอต่อ Codex รวมทั้งมีการแจ้งเตือนหาก Codex พิจารณายกเลิกรายการวัตถุเจือปนอาหารที่เคยอนุญาตให้ใช้ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการได้ตระหนัก พร้อมศึกษาและปรับตัวตามหลักปฏิบัติดังกล่าว เพื่อไม่ให้กระทบการส่งออกสินค้าเกษตรไทยในอนาคต”เลขาธิการ มกอช. กล่าว


ตั๊กแตนทะเลทรายบุกไทย หรือไม่ ไปหาคำตอบกันค่ะ

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

จากมีการระบาดจะเกิดความเสียหายรุนแรง รวดเร็วและเป็นบริเวณกว้าง

ตั้งแต่เดือน ม.ค. จนถึงขณะนี้พบการระบาดของฝูงตั๊กแตนในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ 13 ประเทศ ได้แก่ เคนยา เอธิโอเปีย เอริเทรีย โซมาเลีย ซูดานใต้ อูกันดา จิบูตี เยเมน โอมาน ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อินเดีย และปากีสถาน

การระบาดในขณะนี้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์

กองทัพตั๊กแตนบนหลังคาที่พักอาศัยในเมืองชัยปุระ รัฐราชสถาน ของอินเดีย เมื่อเดือน พ.ค.
คำบรรยายภาพ,กองทัพตั๊กแตนบนหลังคาที่พักอาศัยในเมืองชัยปุระ รัฐราชสถาน ของอินเดีย เมื่อเดือน พ.ค.

“ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ฝนในทะเลทรายที่ไม่ค่อยจะมีดันมีต่อเนื่อง พอฝนตกหญ้าขึ้น มีอาหาร ก็จะมีการฟักไข่และโต เป็นรุ่น ๆ” ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช อธิบาย

เมื่อต้นสัปดาห์ เมืองกูรูกรัม (Gurugram) ในเขตกรุงนิวเดลี ได้เกิดปรากฏการณ์ตั๊กแตนจำนวนมากรุกรานพื้นที่ในเมือง ทางการต้องขอให้ประชาชนปิดหน้าต่างบ้านเรือนและตีเครื่องใช้ภาชนะเพื่อลดการขยายพันธุ์ของตั๊กแตนชนิดนี้

กองทัพตั๊กแตนที่บุกเมืองยังทำให้ท่าอากาศยานนานาชาติเดลีซึ่งติดกับเมืองกูรูกรัม ประกาศเตือนให้นักบินใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการนำเครื่องบินขึ้นลง เนื่องจากการรบกวนของฝูงตั๊กแตนจำนวนมาก

การระบาดของฝูงตั๊กแตนทะเลทรายในอินเดียระลอกนี้ นับเป็นครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบทศวรรษ ทางการต้องระดมผู้เชี่ยวชาญ ยานพาหนะ และรถดับเพลิง ฉีดพ่นยาฆ่าแมลงในพื้นที่อย่างน้อย 7 รัฐทางตอนเหนือ ตอนกลาง และตะวันตกของประเทศ

อพยพข้ามทวีปได้อย่างไร

ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กล่าวถึงลักษณะการระบาดในโซนแอฟริกาว่า มีบางปีที่ไม่เกิดการระบาด ธรรมชาติของช่วงนั้น ตั๊กแตนจะไม่มีรวมกลุ่มเป็นฝูง แต่หากปีไหนที่มีสภาพที่เหมาะสมก็จะเกิดการรวมกลุ่ม การรวมกลุ่มทำให้ตั๊กแตนมีความสามารถในการส่งสัญญาณต่อกันให้เปลี่ยนรูปร่าง เปลี่ยนสีเพื่ออพยพ รวมทั้งกระตุ้นตัวเองให้ขยายพันธุ์ได้จำนวนมาก

“จากบินไม่เก่งก็บินได้ไกล ปรับพฤติกรรมให้พร้อม โดยการเปลี่ยนจากอยู่แบบเดี่ยว ๆ เป็นฝูง”

ตั๊กแตนทะเลทรายบินตามกระแสลมด้วยความเร็วประมาณ 16-19 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บินได้สูงถึง 2,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลซึ่งเป็นชั้นเมฆฝน และบินได้นาน 10 ชั่วโมงต่อครั้ง (เฉลี่ย 2 ชั่วโมง) และสามารถเดินทางได้ประมาณ 5-130 กิโลเมตรหรือมากกว่านั้นในหนึ่งวัน

ไทยมีโอกาสแค่ไหนที่จะระบาด

สำหรับตั๊กแตนทะเลทราย ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช บอกว่าจากการติดตามยืนยันว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดการระบาดขนาดใหญ่ในไทย เนื่องจากตั๊กแตนชนิดนี้อยู่ได้ในสภาพแวดล้อมแบบทะเลทราย แต่ไทยมีลักษณะความชื้นสูง ดังนั้น จึงไม่ใช่สภาพอากาศที่เหมาะสมสำหรับตั๊กแตนทะเลทรายในการขยายพันธุ์และตั้งรกราก เพราะตั๊กแตนชนิดนี้ชอบสภาพอากาศแห้งแล้งเหมือนทะเลทราย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากทิศทางลมที่ได้มาทางไทยอีกด้วย

ส่วนตั๊กแตนไผ่ในลาว ก็ “มีโอกาสน้อย” เช่นกัน เพราะการอพยพของตั๊กแตนไผ่ ไม่ได้อพยพเป็นฝูงใหญ่เหมือนตั๊กแตนทะเลทรายที่อพยพทีละเป็นล้าน ๆ ตัว

นอกจากนี้จากการติดตามการระบาดในระยะที่ผ่านมา ยังพบว่าเป็นการระบาดเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือของ สปป.ลาว มีทางเวียดนามตอนเหนือบ้าง แต่ยังไม่พบว่ามีการขยายพื้นที่ลงมา อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตร ได้ติดตามและประสานงานกับเจ้าหน้าที่ลาวเป็นระยะเพื่อเฝ้าระวังปรากฏการณ์ดังกล่าว

“ใช้วิธีกำจัดได้ทั้งสารเคมีและธรรมชาติ ตาข่ายจับก็ได้ถ้าปริมาณน้อย ถ้ามาไม่เยอะก็จับกินได้ แต่คาดว่าถ้ามาถึงไม่น่าจะมีการขยายพันธุ์”

สำหรับการระบาดครั้งแรกของตั๊กแตนไผ่ ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร ระบุไว้ว่า พบครั้งแรกเมื่อปี 2472 ที่ประเทศจีน เกิดการระบาดรุนแรงในมณฑลเสฉวน หูเป่ย์ เกียงสู หูหนาน เกียงสี ฝูเจียน และกวางตุ้ง

Getty Images

ส่วนในไทยพบครั้งแรกเมื่อปี 2512 ที่เชียงใหม่ และสุพรรณบุรี แต่ไม่มีรายงานการระบาด

ในลาวพบการระบาดเมื่อปี 2557 ที่แขวง (จังหวัด) หัวพัน เขตติดต่อกับเวียดนาม ปีถัดมา พบการระบาดเพิ่มในแขวงพงสาลี เขตติดต่อกับจีน โดย สปป.ลาว ได้ขอความช่วยเหลือจาก FAO ให้เข้ามาช่วยควบคุมการระบาดแต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าและภูเขาสูงชัน

สำหรับการระบาดของตั๊กแตนในไทยในอดีต ศรุต ให้ข้อมูลว่าเคยมีการระบาดของตั๊กแตนปาทังก้า แต่ปัจจุบันไม่มีการระบาดและยุติภารกิจของหน่วยงานติดตามตั๊กแตนโดยเฉพาะมาเป็นสิบปีแล้ว

เครดิต:bbcthai


เงื่อนไขใหม่ ส่งออกผลไม้ไทย-จีน ขึ้นทะเบียน DOA

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ
เงื่อนไขใหม่ ส่งออกผลไม้ไทย-จีน ประกาศฉบับล่าสุด

เงื่อนไขการส่งออก-นำเข้า ผลไม้สดไทยไปจีนผ่านประเทศที่สาม (ใหม่ล่าสุด)

การขนส่งผลไม้สดจากไทยไปจีน หรือนำเข้าผลไม้สดจากจีนมาไทย ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีเงื่อนไขการนำเข้าและส่งออกผลไม้สดระหว่างประเทศไทยและจีนทางบก ตามร่างพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ไทย ผ่านประเทศที่สามเข้าสู่สาธารณรับประชาชนจีน ผ่านข้อตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่ายในช่วงโควิด-19 ดังนี้

1. รายการชนิดของผลไม้สดที่อนุญาตให้นำเข้า-ส่งออกเป็นไปตามที่ทั้งสองฝ่ายกำหนดมีผลไม้ไทยจำนวน 6 ชนิด คือ มะม่วง ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด ชมพู่ และผลไม้จีนมีจำนวน 5 ชนิด คือ แอปเปิล แพร์ พุทรา และพืชสกุลส้ม (ส้ม ส้มเขียวหวาน ส้มโอ และเลม่อน) ต้องมาจากสวนและโรงงานคัดบรรจุที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและประกาศโดยกรมวิชาการเกษตรและ GACC แล้วเท่านั้น ทั้งนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างหารือเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลการขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุของผลไม้สดชนิดอื่นเพิ่มเติม โดยผลไม้ไทยจำนวน 4 ชนิด คือ กล้วย มะพร้าว สับปะรด ขนุน ผลไม้จีนจำนวน 5 ชนิด คือ พลับ เมล่อน พลัม ท้อ และเนคทารีน และจะประกาศวันที่มีผลบังคับต่อไป

2. ผลไม้สดของไทยและจีนต้องนำเข้าส่งออกทางบกจากด่านที่ทั้งสองฝ่ายกำหนดเท่านั้น โดยด่านของฝ่ายไทยคือ ด่านตรวจพืชเชียงของ ด่านตรวจพืชบึงกาฬ ด่านตรวจพืชนครพนม ด้านตรวจพืชมุกดาหาร และจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาดของด่านตรวจพืชจันทบุรี ด่านของฝ่ายจีนคือ ด่านโมหัน (Mohan) มณฑลยููนาน รวมถึงด่านโหย่วอี้กวน (Youyiguan) ด่านตงซิง (Dongxing) และด่านรถไฟผิงเสียง (Pingxiang Raiway) เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง

3. ฉลากบรรจุภัณฑ์ผลไม้สดทุกชนิดต้องเป็นไปตามที่กำหนด โดยผลไม้ไทยจำนวน 6 ชนิดในข้อ 1 ต้องระบุหมายเลขทะเบียนสวน (รหัส Ac หรือ TG* เฉพาะทุเรียน) และหมายเลขทะเบียนโรงคัดบรรจุ (รหัส DOA) ตามที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและประกาศในเว็บไซต์ของ GACC แล้ว ส่วนผลไม้ชนิดอื่นที่เหลือยังไม่ต้องระบุหมายเลขทะเบียนและประกาศในเว็บไซต์ของ GACC นอกจากนี้การซีลปิดตู้สินค้าต้องเป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด

4. ใบรับรองสุขอนามัยพืชสำหรับการนำเข้าและส่งออกผลไม้ระหว่างไทยและจีนทางบกต้องระบุหมายเลขตู้สินค้า หมายเลขซีลทุกครั้ง ทั้งนี้ มะม่วง ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ และมังคุด ให้ระบุหมายเลขทะเบียนโรงคัดบรรจุรหัส DOA ชมพู่ให้ระบุหมายเลขสวนรหัส AC (จำนวนกล่อง/ตะกร้า) และหมายเลขทะเบียนโรงคัดบรรจุรหัส DOA ส่วนผลไม้ 16 ชนิดที่จีนอนุญาตให้นำเข้า ได้แก่ มะขาม น้อยหน่า มะละกอ มะเฟือง ฝรั่ง เงาะ ขนุน ลองกอง สับปะรด ละมุด กล้วย เสาวรส มะพร้าว ส้มเปลือกล่อน ส้ม ส้มโอ ที่เหลือยังไม่ต้องระบุหมายเลขทะเบียนโรงคัดบรรจุรหัส DOA จนกว่าจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการขึ้นทะเบียนและประกาศในเว็บไซต์ของ GACC

5. ใบรับรองสุขอนามันพืชต้องระบุข้อความรับรองพิเศษตามที่กำหนด

6. ด่านส่งออกตามที่กำหนด ต้องส่งสำเนาใบรับรองสุขอนามัยพืชฉบับจริงทาง E-Mail ให้กับด่านนำเข้าตามที่กำหนด ล่วงหน้าก่อนที่สินค้าจะเดินทางมาถึง

7. ลำไยสดส่งออกไปจีนต้องมีใบรับรองสุขอนามัยที่รับรองปริมาณสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างกำกับไปพร้อมกับสินค้าทุกครั้ง

8. ตู้สินค้าผลไม้จะต้องไม่ถูกเปิดระหว่างขนส่งผ่านประเทศที่สาม

9. เมื่อสินค้าเดินทางมาถึงด่านนำเข้า เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบซีล เอกสารที่เกี่ยวข้อง และความถูกต้องสมบูรณ์ของสินค้า

  – หากพบว่าใบรับรองสุขอนามัยพืชปลอม หรือข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนดในข้อ 4 และ 5 สินค้านั้นจะถูกปฏิเสธการนำเข้า

  – หากพบว่าใบรับรองสุขอนามัยพืชและชนิดสินค้าไม่ตรงกัน ซีลถูกทำลาย หรือพบการปลอมผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอื่นสินค้านั้นจะถูกส่งกลับหรือนำไปทำลาย

  – หากพบว่าสารตกค้างมีปริมาณสูงสุดเกินค่ามาตรฐานที่กำหนด หรือตรวจพบศัตรูพืช หรือพบการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดอื่นใดในการนำเข้า เจ้าหน้าที่ด่านนำเข้าของจีนจะดำเนินการตามมาตรการ 12 ของ “พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการตรวจสอบและกักกันโรคสำหรับผลไม้เมืองร้อนส่งออกจากไทยไปจีน”ในทางตรงกันข้าม เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชของไทยจะดำเนินการตามมาตรา 11 ของ “พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการตรวจสอบและกักกันโรคสำหรับผลไม้เมืองร้อนส่งออกจากจีนไปไทย” ปี 2547

10. แต่ละฝ่ายจะต้องแจ้งข้อมูลการปฏิบัติตามข้อกำหนดในการนำเข้าให้อีกฝ่ายทราบโดยเร็วที่สุด เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุของปัญหาและใช้มาตรการป้องกันแก้ไขอย่างเหมาะสม

#DOA #GHP #GMP #HACCP


การปลอมปนอาหาร

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

การปลอมปนอาหาร (Food fraud) เป็นการปลอมปนอาหารด้วยเจตนา เพื่อทดแทน เจือจาง หรือเติมสิ่งแปลกปลอม รวมทั้งการปกปิดให้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงของผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า โดยการเพิ่มมูลค่าลักษณะของผลิตภัณฑ์ หรือการลดค่าใช้จ่ายของการผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร

ตัวอย่างการปลอมปนอาหาร เช่น การเติมเมลามีนหรือน้ำในนมหรือผลิตภัณฑ์นม การผสมเนื้อหมูในผลิตภัณฑ์เนื้อวัว การเปลี่ยนแปลงข้อมูลของฉลากผลิตภัณฑ์ ประเภทอาหารที่มีรายงานพบการปลอมปนสูง อาจจัดแบ่งเป็นกลุ่มนมและผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ปลาและอาหารทะเล น้ำมันและไขมัน น้ำผลไม้ ชาและกาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องเทศและสารสกัด สารให้ความหวาน ธัญชาติและผลิตภัณฑ์ และอาหารอินทรีย์

การควบคุมการปลอมปนอาหารวิธีการหนึ่ง คือ การตรวจสอบสิ่งปลอมปนในผลิตภัณฑ์ โดยการตรวจสอบอาจประกอบด้วยวิธีดั้งเดิม และ/หรือ วิธีที่พัฒนาขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การใช้ประสาทสัมผัส การใช้หลักการทางโมเลกุลหรือสารพันธุกรรม การใช้หลักการ Chromatography หรือการใช้หลักการ Spectroscopic (ตารางที่ 1) ดังนั้น การตรวจสอบการปลอมปนอาหารควรพิจารณาเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผลการตรวจสอบที่ถูกต้อง จำเพาะ มีความไว สะดวกในการปฏิบัติ และทราบผลรวดเร็ว


วันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

วัฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม มีความเป็นมาอย่างไรกันนะ
วันฉัตรมงคล เป็นวันที่ระลึกในการครบรอบปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับพระบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทยโดยสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี และครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 รัฐบาลไทย ได้น้อมเกล้าฯ จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถวาย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 เหล่าพสกนิกรชาวไทยได้ถือเอาวันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันฉัตรมงคลรำลึกแบบที่พวกเราเคยพบเห็นกัน

ย้อนรอยความเป็นมาของวันฉัตรมงคล

“ความเป็นมาของพระราชพิธีฉัตรมงคลนั้น มีพระบรมราชาธิบายไว้ในพระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริว่า วันที่พระองค์ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกนั้น เป็นมหามงคลสมัยซึ่งประเทศทั้งปวงที่มีพระเจ้าแผ่นดินย่อมนับถือวันนั้นเป็นวันนักขัตฤกษ์มงคลกาล แต่ในกรุงสยามมิได้มีการนักขัตฤกษ์อันใด ครั้งนี้วันบรมราชาภิเษกของพระองค์ ตรงกับสมัยที่เจ้าพนักงานได้สมโภชเครื่องราชูโภคแต่เดิมมา ควรที่จะมีการสมโภชพระมหาเศวตฉัตรให้เป็นสวัสดิมงคลแก่ราชสมบัติ จึงได้ทรงพระราชดำริจัดการพระราชกุศล พระราชทานชื่อว่า ฉัตรมงคล นี้ขึ้น การพระราชพิธีฉัตรมงคลเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มนั้น มีสวดมนต์เลี้ยงพระ เวียนเทียนสมโภชพระมหาเศวตฉัตรที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทและพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีเพิ่มการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า อาลักษณ์อ่านคำประกาศ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติ ชุมนุมถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช เวียนเทียนสมโภชเครื่องราชกกุธภัณฑ์ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 การพระราชพิธีฉัตรมงคลได้เพิ่มการพระราชกุศลทักษิณานุประทาน ซึ่งเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลสนองพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช”

วันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการในคณะกรรมการฝ่ายจัดพิธีการงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 10 กล่าวไว้ว่า หลังพระราชพิธีบรมราชภิเษก 4 พฤษภาคม พ.ศ.2562 ในปีถัดไปจะเป็นวันระลึกวันบรมราชาภิเษก และจะเรียกว่าวันฉัตรมงคลตลอดไปในรัชกาลนี้ และด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป วันฉัตรมงคลจะกลายเป็นวันที่ 4 พฤษภาคมนั่นเองค่ะ


เช็คด่วน!ยี่ห้อเจลล้างมือ24ราย อย.ถอนทะเบียนฯใบจดแจ้ง

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

อย่าซื้อมาใช้เด็ดขาด…อย. ถอนทะเบียนเจลล้างมือแอลกอฮอล์ 24 ตัว หลังประกาศต้องมีแอลกอฮอล์ไม่ต่ำกว่า 70%

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศ เรื่องกำหนดลักษณะของเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ ที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือขาย พ.ศ.2563 ลงวันที่ 9 มี.ค. 2563 ต้องมีเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์ไม่ต่ำว่า 70 นั้น ล่าสุด นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการอาหารและยา เรื่องรายชื่อเครื่องสำอางที่ถูกเพิกถอนใบรับจดแจ้งและให้เรียกเก็บคืนจากท้องตลาด เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ทั้งหมด 24 ผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย

  1. เจลล้างมือ แฮนด์ ซานิไทเซอร์ เลขที่จดแจ้ง 10-1-5738056
  2. เจลล้างมือโพรโพลิส แฮนด์ สเปรย์ เลขที่จดแจ้ง 10-1-5835759
  3. แฮนด์ คลีนเนอร์ เลขที่จดแจ้ง 10-1-5853494
  4. เดอะ สแตนดาร์ด คลีนนิ่ง วอเตอร์ เลขที่จดแจ้ง 10-1-5936359
  5. แฮนด์ เจลเนเจอร์ซอฟท์ เลขที่จดแจ้ง  10-1-5950870
  6. แฮนด์ แซนนิไทเซอร์ เลขที่จดแจ้ง 10-1-6010046068
  7. 7.แอลกอฮอล์เจล เลขที่จดแจ้ง 10-1-6010058407
  8. แอลกอฮอล์ แฮนด์เจล เลขที่จดแจ้ง 10-1-6100027004
  9. แอลกอฮอล์เจล เลขที่จดแจ้ง 10-1-6100039262
  10. เพอร์ฟูม แฮนด์คลีนเจล เฟรนซ์ ราชเบอรี่ เลขที่จดแจ้ง 10-2-5833623
  11. เพอร์ฟูมแฮนด์ คลีนเจล เกรซพีโอนี เลขที่จดแจ้ง 10-2-5833624
  12. เพอร์ฟูมแฮนด์ คลีนเจล ออเรนทอล แมนดาริน เลขที่จดแจ้ง 10-2-5833625
  13. เพอร์ฟูมแฮนด์คลีนเจล เพียวกรีนที เลขที่จดแจ้ง 10-2-5833626
  14. เพอร์ฟูมแฮนด์ คลีนเจล ซูการ์พีช เลขที่จดแจ้ง 10-2-5833627
  15. อินซแท็นท์ แฮนด์ แซนนิไทเซอร์ เลขที่จดแจ้ง 10-2-5842067
  16. 16 สมาร์ทเตอร์เจลล้างมือ กลิ่นเชียร์ฟูลบลู เลขที่จดแจ้ง 10-2-6010030159
  17. เจลล้างมือกลิ่นเชียร์ฟูลบลู เลขที่จดแจ้ง 10-2-6010030161
  18. เจลล้างมือกลิ่นชาร์มมิ่งพิ้งค์ เลขที่จดแจ้ง 10-2-6010030162
  19. 19.ลาเวนเดอร์แฮนด์ แซนิไทเซอร์ เลขที่จดแจ้ง 10-2-6010031630
  20. 20.พิ้งค์บลอสซั่ม มอยเจอร์ไรซิ่ง แฮนด์เจล เลขที่จดแจ้ง 10-2-6010033612
  21. พิ้งค์บลอสซั่ม มอยเจอร์ไรซิ่ง แฮนด์เจล เลขที่จดแจ้ง 10-2-6010033613
  22. ลาเวนเดอร์โลชั่น เลขที่จดแจ้ง 10-2-6010036457
  23. รีเฟรซซิ่ง แฮนด์เจล  เลขที่จดแจ้ง 10-2-6100051706
  24. 24.แฮนด์เจลแคร์ เลขที่จดแจ้ง 12-1-6300003473