Author Archives: admin

  • 0

ทำไม? ต้องลอยกระทง มาดู 8 ความเชื่อเกี่ยวกับวันลอยกระทง

1. ขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่เราได้ใช้น้ำ ได้ดื่มกินน้ำ รวมไปถึงการทิ้งสิ่งปฏิกูลต่างๆ ลงในแม่น้ำ

2. และในกระทงส่วนใหญ่ตามความเชื่อ เราจะนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ ลอยความทุกข์ ความโศกรวมถึงโรคภัยต่างๆ ให้ลอยไปกับแม่น้ำ

3. เป็นการสักการะรอยพระพุทธบาท ที่พระพุทธเจ้าทรงได้ประทับรอยพระบาทไว้หาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ในประเทศอินเดีย

4. ชาวไทยในภาคเหนือมีความเชื่อว่า การลอยกระทงเป็นการบูชาพระอุปคุต ตามตำนานเล่าว่า พระอุปคุตทรงสามารถปราบพระยามารได้

5. ในคืนวันเพ็ญเดือน 12 วันลอยกระทง จะมีพิธี อาบน้ำเพ็ญ ในเวลาเที่ยงคืน ซึ่งเป็นช่วงที่พระจันทร์อยู่กึ่งกลางพอดี และเชื่อว่าถ้าผู้ใดได้อาบ จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

6. เชื่อว่าเป็นการ บูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาขององค์พระพุทธเจ้า

7. เชื่อว่าเป็นการ ต้อนรับพระพุทธเจ้าในวันเสด็จกลับจากเทวโลกเมื่อครั้งไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์

8. เชื่อว่าเป็นการ ระลึกถึง และ ส่งของไปให้แก่บรรพบุรุณที่ล่วงลับไปแล้ว

ข้อมูลจาก wikipediathantong.ac.th


  • 0

การเลือกบริโภคอย่างฉลาดด้วยฉลาก หวาน มัน เค็ม

ฉลากโภชนาการ แบบ GDA คืออะไร

ฉลาก GDA (Guideline Daily Amount) หรือฉลากหวาน มัน เค็ม เป็นฉลากนอกกรอบขนาดเล็กที่จะแสดงข้อมูลโภชนาการ โดยแสดงค่าพลังงาน (กิโลแคลอรี่) น้ำตาล (กรัม) ไขมัน (กรัม) และโซเดียม (มิลลิกรัม) มาแสดงที่ฉลากด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นได้ชัดเจน และอ่านง่าย โดยบังคับให้อาหารสำเร็จรูปพร้อมทานต้องแสดงฉลากนี้ ซึ่งได้แก่

  • มันฝรั่งทอดหรืออบกรอบ
  • ข้าวโพดคั่วทอดหรืออบกรอบ
  • ข้าวเกรียบหรืออาหารขบเคี้ยวชนิดอบพอง
  • ขนมปังกรอบหรือแครกเกอร์หรือบิสกิต
  • เวเฟอร์สอดไส้

ซึ่งหากเราเป็นกลุ่มที่ระมัดระวังเรื่องโภชนาการ หรือขณะที่ควบคุมน้ำหนักอยู่  ก็ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีพลังงานน้อยๆ  หรือ หลีกเลี่ยงสารอาหารที่ไม่ต้องการบางอย่าง อย่างไขมัน น้ำตาล และโซเดี่ยม ซึ่งฉลากโภชนาการนี้จะทำให้สามารถเปรียบเทียบเพื่อเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารชนิดเดียวกันโดยเลือกยี่ห้อที่มีคุณค่าทางโภชนาการดีกว่าได้


ดาวน์โหลดโบว์ชัวร์คลิก>>    ฉลากโภชนาการแบบจีดีเอ  (9 downloads)

 

ขอบคุณที่มา http://www.fda.moph.go.th


  • 0

วันลอยกระทง 2561 ประวัติวันลอยกระทง (Loy Krathong Festival) 

        ลอยกระทง เป็นพิธีอย่างหนึ่งที่มักจะทำกันในคืนวันเพ็ญ เดือน 12 หรือวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 อันเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง และเป็นช่วงที่น้ำหลากเต็มตลิ่ง โดยจะมีการนำดอกไม้ ธูป เทียนหรือสิ่งของใส่ลงในสิ่งประดิษฐ์รูปต่างๆ ที่ไม่จมน้ำ เช่น กระทง เรือ แพ ดอกบัว ฯลฯ แล้วนำไปลอยตามลำน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์ และความเชื่อต่างๆ กัน ในปีนี้ วันลอยกระทงตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน 2561

ประเพณีลอยกระทง (Loy Krathong Festival) มิได้มีแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศจีน อินเดีย เขมร ลาว และพม่า ก็มีการลอยกระทงคล้ายๆ กับบ้านเรา จะต่างกันบ้าง ก็คงเป็นเรื่องรายละเอียด พิธีกรรม และความเชื่อในแต่ละท้องถิ่น แม้แต่ในบ้านเราเอง การลอยกระทง ก็มาจากความเชื่อที่หลากหลายเช่นกัน ซึ่งกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ได้รวบรวมมาบอกเล่าให้ทราบกันดังต่อไปนี้

ทำไมถึงลอยกระทง

          การลอยกระทง เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า ปฏิบัติกันมาแต่เมื่อไร เพียงแต่ท้องถิ่นแต่ละแห่ง ก็จะมีจุดประสงค์และความเชื่อในการลอยกระทงแตกต่างกันไป เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์, เป็นบูชารอยพระพุทธบาท ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา ซึ่งปัจจุบันคือแม่น้ำเนรพุททาในอินเดีย หรือต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อครั้งไปโปรดพระพุทธมารดา

ลอยกระทง 2555

วัตถุประสงค์ของวันลอยกระทง

นอกจากนี้ ลอยกระทง ก็ยังมีวัตถุประสงค์ เพื่อบูชาพระอุปคุตเถระที่บำเพ็ญบริกรรมคาถาในท้องทะเลลึก หรือสะดือทะเล บางแห่งก็ลอยกระทง เพื่อบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อของตน บางแห่งก็เพื่อแสดงความขอบคุณพระแม่คงคา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งขอขมาที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไป ส่วนบางท้องที่ ก็จะทำเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ หรือเพื่อสะเดาะเคราะห์ ลอยทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ และส่วนใหญ่ก็จะอธิษฐานขอสิ่งที่ตนปรารถนาไปด้วย

พระยาอนุมานราชธน ได้สันนิษฐานว่า ต้นเหตุแห่งการลอยกระทง อาจมีมูลฐานเป็นไปได้ว่า การลอยกระทงเป็นคติของชนชาติที่ประกอบกสิกรรม ซึ่งต้องอาศัยน้ำเป็นสำคัญ เมื่อพืชพันธุ์ธัญชาติงอกงามดี และเป็นเวลาที่น้ำเจิ่งนองพอดี ก็ทำกระทงลอยไปตามกระแสน้ำไหล เพื่อขอบคุณแม่คงคา หรือเทพเจ้าที่ประทานน้ำมาให้ความอุดมสมบูรณ์ เหตุนี้ จึงได้ลอยกระทงในฤดูกาลน้ำมาก และเมื่อเสร็จแล้ว จึงเล่นรื่นเริงด้วยความยินดี เท่ากับเป็นการสมโภชการงานที่ได้กระทำว่า ได้ลุล่วงและรอดมาจนเห็นผลแล้ว ท่านว่าการที่ชาวบ้านบอกว่า การลอยกระทงเป็นการขอขมาลาโทษ และขอบคุณต่อแม่คงคา ก็คงมีเค้าในทำนองเดียวกับการที่ชาติต่างๆ แต่ดึกดำบรรพ์ได้แสดงความยินดี ที่พืชผลเก็บเกี่ยวได้ จึงได้นำผลผลิตแรกที่ได้ ไปบูชาเทพเจ้าที่ตนนับถือ เพื่อขอบคุณที่บันดาลให้การเพาะปลูกของตนได้ผลดี รวมทั้งเลี้ยงดูผีที่อดอยาก และการเซ่นสรวงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ เสร็จแล้วก็มีการสมโภชเลี้ยงดูกันเอง

ต่อมาเมื่อมนุษย์มีความเจริญแล้ว การวิตกทุกข์ร้อน เรื่องเพาะปลูกว่าจะไม่ได้ผลก็น้อยลงไป แต่ก็ยังทำการบวงสรวง ตามที่เคยทำมาจนเป็นประเพณี เพียงแต่ต่างก็แก้ให้เข้ากับคติลัทธิทางศาสนาที่ตนนับถือ เช่น มีการทำบุญสุนทานเพิ่มขึ้นในทางพุทธศาสนา เป็นต้น แต่ที่สุด ก็คงเหลือแต่การเล่นสนุกสนานรื่นเริงกันเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น การลอยกระทงจึงมีอยู่ในชาติต่างๆทั่วไป และการที่ไปลอยน้ำ ก็คงเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยา ที่มนุษย์โดยธรรมดา มักจะเอาอะไรทิ้งไปในน้ำให้มันลอยไป

ทำไมกระทงส่วนใหญ่เป็นรูปดอกบัว

ในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือตำนานนางนพมาศ ซึ่งเป็นพระสนมเอก ของพระมหาธรรมราชาลิไทยหรือพระร่วง แห่งกรุงสุโขทัย ได้กล่าวถึงวันเพ็ญเดือนสิบสองว่า เป็นเวลาเสด็จประพาสลำน้ำ ตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน และได้มีรับสั่งให้บรรดาพระสนมนางในทั้งหลาย ตกแต่งกระทงประดับดอกไม้ธูปเทียน นำไปลอยน้ำหน้าพระที่นั่ง ในคราวนั้น ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือนางนพมาศพระสนมเอก ก็ได้คิดประดิษฐ์กระทงเป็นรูปดอกบัวกมุทขึ้น ด้วยเห็นว่าเป็นดอกบัวพิเศษ ที่บานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้งในวันดังกล่าว สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีป ลอยไปถวายสักการะรอยพระพุทธบาท ซึ่งเมื่อพระร่วงเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็น ก็รับสั่งถามถึงความหมาย นางก็ได้ทูลอธิบายจนเป็นที่พอพระราชหฤทัย พระองค์จึงมีพระราชดำรัสว่า “แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน 12 ให้นำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน” ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นโคมลอยรูปดอกบัวปรากฏมาจนปัจจุบัน

 

วันสอยกระทง

 

ตำนานและความเชื่อวันลอยกระทง

จากที่กล่าวมาข้างต้นว่า การลอยกระทง ในแต่ละท้องที่ก็มาจากความเชื่อ ความศรัทธาที่แตกต่างกัน บางแห่งก็มีตำนานเล่าขานกันต่อๆมา ซึ่งจะยกตัวอย่างบางเรื่องมาให้ทราบ ดังนี้

เรื่องแรก ว่ากันว่าการลอยกระทง มีต้นกำเนิดมาจากศาสนาพุทธนั่นเอง

กล่าวคือก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา กาลวันหนึ่ง นางสุชาดาอุบาสิกาได้ให้สาวใช้นำข้าวมธุปายาส (ข้าวกวนหุงด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำอ้อย) ใส่ถาดทองไปถวาย เมื่อพระองค์เสวยหมดแล้ว ก็ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า ถ้าหากวันใดจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ก็ขอให้ถาดลอยทวนน้ำ ด้วยแรงสัตยาธิษฐาน และบุญญาภินิหาร ถาดก็ลอยทวนน้ำไปจนถึงสะดือทะเล แล้วก็จมไปถูกขนดหางพระยานาคผู้รักษาบาดาล

พระยานาคตื่นขึ้น พอเห็นว่าเป็นอะไร ก็ประกาศก้องว่า บัดนี้ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อุบัติขึ้นในโลกอีกองค์แล้ว ครั้นแล้วเทพยดาทั้งหลายและพระยานาค ก็พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และพระยานาคก็ได้ขอให้พระพุทธองค์ ประทับรอยพระบาทไว้บนฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อพวกเขาจะได้ขึ้นมาถวายสักการะได้ พระองค์ก็ทรงทำตาม ส่วนสาวใช้ก็นำความไปบอกนางสุชาดา ครั้นถึงวันนั้นของทุกปี นางสุชาดาก็จะนำเครื่องหอม และดอกไม้ใส่ถาดไปลอยน้ำ เพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นประจำเสมอมา และต่อๆ มาก็ได้กลายเป็นประเพณีลอยกระทง ตามที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

ในเรื่องการประทับรอยพระบาทนี้ บางแห่งก็ว่า พญานาคได้ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า ไปแสดงธรรมเทศนาในนาคพิภพ เมื่อจะเสด็จกลับ พญานาคได้ทูลขออนุสาวรีย์จากพระองค์ไว้บูชา พระพุทธองค์จึงได้ทรงอธิษฐาน ประทับรอยพระบาทไว้ที่หาดทรายแม่น้ำนัมมทา และพวกนาคทั้งหลาย จึงพากันบูชารอยพระพุทธบาทแทนพระองค์ ต่อมาชาวพุทธได้ทราบเรื่องนี้ จึงได้ทำการบูชารอยพระบาทสืบต่อกันมา โดยนำเอาเครื่องสักการะใส่กระทงลอยน้ำไป ส่วนที่ว่าลอยกระทงในวันเพ็ญ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา เพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จกลับมาสู่โลกมนุษย์ หลังการจำพรรษา 3 เดือน ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงอภิธรรมโปรดพุทธมารดานั้น ก็ด้วยวันดังกล่าว เหล่าทวยเทพและพุทธบริษัท พากันมารับเสด็จนับไม่ถ้วน พร้อมด้วยเครื่องสักการบูชา และเป็นวันที่พระพุทธองค์ได้เปิดให้ประชาชนได้เห็นสวรรค์ และนรกด้วยฤทธิ์ของพระองค์ คนจึงพากันลอยกระทง เพื่อเฉลิมฉลองรับเสด็จพระพุทธเจ้า

สำหรับคติที่ว่า การลอยกระทงตามประทีป เพื่อไปบูชาพระเกศแก้วจุฬามณี บนสรวงสรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น ก็ว่าเป็นเพราะตรงกับวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จออกบรรพชาที่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ทรงใช้พระขรรค์ตัดพระเกศโมลีขาด ลอยไปในอากาศตามที่ทรงอธิษฐาน พระอินทร์จึงนำผอบแก้วมาบรรจุ แล้วนำไปประดิษฐานไว้ในจุฬามณีเจดีย์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์(ตามประทีป คือ การจุดประทีป หรือจุดไฟในตะเกียง /โคม หรือผาง-ถ้วยดินเผาเล็กๆ) ซึ่งทางเหนือของเรา มักจะมีการปล่อยโคมลอย หรือโคมไฟที่เรียกว่า ว่าวไฟ ขึ้นไปในอากาศเพื่อบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีด้วย

เรื่องที่สอง ตามตำราพรหมณ์คณาจารย์กล่าวว่า

พิธีลอยประทีปหรือตามประทีปนี้ แต่เดิมเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์ ทำขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าทั้งสามคือ พระอิศวร พระนารายณ์และพระพรหม เป็นประเภทคู่กับลอยกระทง ก่อนจะลอยก็ต้องมีการตามประทีปก่อน ซึ่งตามคัมภีร์โบราณอินเดียเรียกว่า “ทีปาวลี” โดยกำหนดทางโหราศาสตร์ว่า เมื่อพระอาทิตย์ถึงราศีพิจิก พระจันทร์อยู่ราศีพฤกษ์เมื่อใด เมื่อนั้นเป็นเวลาตามประทีป และเมื่อบูชาไว้ครบกำหนดวันแล้ว ก็เอาโคมไฟนั้นไปลอยน้ำเสีย ต่อมาชาวพุทธเห็นเป็นเรื่องดี จึงแปลงเป็นการบูชารอยพระพุทธบาท และการรับเสด็จพระพุทธเจ้า ดังที่กล่าวมาข้างต้น โดยมักถือเอาเดือน 12 หรือเดือนยี่เป็งเป็นเกณฑ์ (ยี่เป็งคือเดือนสอง ตามการนับทางล้านนา ที่นับเดือนทางจันทรคติ เร็วกว่าภาคกลาง 2 เดือน)

 

เรื่องที่สาม เป็นเรื่องของพม่า

เล่าว่า ครั้งหนึ่งในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงมีพระประสงค์จะสร้างเจดีย์ให้ครบ 84,000 องค์ แต่ถูกพระยามารคอยขัดขวางเสมอ พระองค์จึงไปขอให้พระอรหันต์องค์หนึ่ง คือ พระอุปคุตช่วยเหลือ พระอุปคุตจึงไปขอร้องพระยานาคเมืองบาดาลให้ช่วย พระยานาครับปาก และปราบพระยามารจนสำเร็จ พระเจ้าอโศกมหาราช จึงสร้างเจดีย์ได้สำเร็จสมพระประสงค์ ตั้งแต่นั้นมา เมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 12 คนทั้งหลายก็จะทำพิธีลอยกระทง เพื่อบูชาคุณพระยานาค เรื่องนี้ บางแห่งก็ว่า พระยานาค ก็คือพระอุปคุตที่อยู่ที่สะดือทะเล และมีอิทธิฤทธิ์มาก จึงปราบมารได้ และพระอุปคุตนี้ เป็นที่นับถือของชาวพม่า และชาวพายัพของไทยมาก

 

เรื่องที่สี่ เกิดจากความเชื่อแต่ครั้งโบราณในล้านนาว่า

เกิดอหิวาต์ระบาด ที่อาณาจักรหริภุญชัย ทำให้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก พวกที่ไม่ตายจึงอพยพไปอยู่เมืองสะเทิม และหงสาวดีเป็นเวลา 6 ปี บางคนก็มีครอบครัวอยู่ที่นั่น ครั้นเมื่ออหิวาต์ได้สงบลงแล้ว บางส่วนจึงอพยพกลับ และเมื่อถึงวันครบรอบที่ได้อพยพไป ก็ได้จัดธูปเทียนสักการะ พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคดังกล่าวใส่ สะเพา ( อ่านว่า “ สะ – เปา หมายถึง สำเภาหรือกระทง ) ล่องตามลำน้ำ เพื่อระลึกถึงญาติที่มีอยู่ในเมืองหงสาวดี ซึ่งการลอยกระทงดังกล่าว จะทำในวันยี่เพง คือ เพ็ญเดือนสิบสอง เรียกกันว่า การลอยโขมด แต่มิได้ทำทั่วไปในล้านนา ส่วนใหญ่เทศกาลยี่เพงนี้ ชาวล้านนาจะมีพิธีตั้งธัมม์หลวง หรือการเทศน์คัมภีร์ขนาดยาวอย่างเทศน์มหาชาติ และมีการจุดประทีปโคมไฟอย่างกว้างขวางมากกว่า (การลอยกระทง ที่ทางโบราณล้านนาเรียกว่า ลอยโขมดนี้ คำว่า “ โขมด อ่านว่า ขะ-โหมด เป็นชื่อผีป่า ชอบออกหากินกลางคืน และมีไฟพะเหนียงเห็นเป็นระยะๆ คล้ายผีกระสือ ดังนั้น จึงเรียกเอาตามลักษณะกระทง ที่จุดเทียนลอยในน้ำ เห็นเงาสะท้อนวับๆ แวมๆ คล้ายผีโขมดว่า ลอยโขมด ดังกล่าว)

 

เรื่องที่ห้า กล่าวกันว่าในประเทศจีนสมัยก่อน

ทางตอนเหนือ เมื่อถึงหน้าน้ำ น้ำจะท่วมเสมอ บางปีน้ำท่วมจนชาวบ้านตายนับเป็นแสนๆ และหาศพไม่ได้ก็มี ราษฎรจึงจัดกระทงใส่อาหารลอยน้ำไป เพื่อเซ่นไหว้ผีเหล่านั้นเป็นงานประจำปี ส่วนที่ลอยในตอนกลางคืน ท่านสันนิษฐานว่า อาจจะต้องการความขรึม และขมุกขมัวให้เห็นขลัง เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผีๆสางๆ และผีก็ไม่ชอบปรากฏตัวในตอนกลางวัน การจุดเทียนก็เพราะหนทางไปเมืองผีมันมืด จึงต้องจุดให้แสงสว่าง เพื่อให้ผีกลับไปสะดวก ในภาษาจีนเรียกการลอยกระทงว่า ปล่อยโคมน้ำ (ปั่งจุ๊ยเต็ง) ซึ่งตรงกับของไทยว่า ลอยโคม จากเรื่องข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า การลอยกระทง ส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงความกตัญญู ระลึกถึงผู้มีพระคุณต่อมนุษย์ เช่น พระพุทธเจ้า เทพเจ้า พระแม่คงคา และบรรพชน เป็นต้น และแสดงความกตเวที (ตอบแทนคุณ) ด้วยการเคารพบูชาด้วยเครื่องสักการะต่างๆ โดยเฉพาะการบูชาพระพุทธเจ้า หรือรอยพระพุทธบาท ถือได้ว่าเป็นคติธรรมอย่างหนึ่ง ที่บอกเป็นนัยให้พุทธศาสนิกชน ได้เจริญรอยตามพระบาทของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามทั้งปวงนั่นเอง

ประเพณีลอยกระทง นอกจากจะเป็นประเพณีที่มีคุณค่า ในเรื่องการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที ต่อผู้มีพระคุณดังที่กล่าวมาแล้ว ประเพณีนี้ยังมีคุณค่าต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และศาสานาด้วย เช่น ทำให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำให้ชุมชนได้ร่วมมือร่วมใจกันจัดงาน หรือในบางท้องที่ที่มีการทำบุญ ก็ถือว่ามีส่วนช่วยสืบทอดพระศาสนา และในหลายๆ แห่งก็ถือเป็นโอกาสดีในการรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแม่น้ำลำคลองไปด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลข่าว : อมรรัตน์ เทพกำปนาท สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม


  • 0

8 ถั่วประโยชน์เยอะ

ถั่วดำลดริ้วรอย ถั่วลันเตาลดเสี่ยงมะเร็ง! ประโยชน์ถั่ว 8 ชนิด คุณภาพไม่ถั่วนะค่ะ

 

ถั่ว ไม้เถาชนิดหนึ่ง นิยมใช้ฝักหรือเมล็ดเป็นอาหาร แบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ๆ คือ ถั่วฝัก ถั่วฝักเมล็ดกลม และถั่วแบน แม้ว่าถั่วจะเป็นธัญพืชที่มีขนาดเล็ก กะทัดรัด แต่บอกเลยว่าสรรพคุณและคุณประโยชน์ของถั่วแต่ละชนิดนั้นเป็นเลิศ ไปดูคุณค่าทางอาหารของถั่วแต่ละชนิดพร้อมๆ กันเลยดีกว่าว่าถั่วแต่ละชนิดมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ที่แน่ๆ คือดีต่อสุขภาพ แล้วก็ไม่ถั่วนะค่ะ

1.ถั่วฝักยาว

การนำถั่วฝักยาวมากินให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ไม่ควรให้ถั่วฝักยาวโดนความร้อนนาน เพราะจะทำให้สูญเสียคุณค่าสารอาหารไป ถั่วฝักยาวช่วยย่อย ทำให้การหลั่งน้ำย่อยและการบีบตัวของลำไส้เป็นปกติ บำรุงกระเพาะ ไต และม้าม ช่วยรักษาอาการคลื่นไส้และสะอึกได้ดี

 

2.ถั่วลิสง

ชาวจีนเรียกว่า ถั่วอายุยืน เพราะสามารถเก็บไว้ได้นาน ถั่วลิสงมีสรรพคุณบำรุงกระเพาะ ม้าม และปอด ลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจ ช่วยป้องกันโรคเนื้องอก ช่วยให้ความจำดี ชะลอความแก่ มีสรรพคุณขับพิษ เพิ่มน้ำนมในสตรีหลังคลอด

 

3.ถั่วปากอ้า

มีโปรตีนสูง แต่ไม่มีคอเลสเตอรอล ทั้งยังมีแคลเซียมและสังกะสีอีกด้วย ถั่วปากอ้าช่วยบำรุงสมองและเสริมสร้างความทรงจำ เพราะมีสารโคลีนและฟอสโฟลิพิด ซึ่งเป็นสารที่มีส่วนสำคัญในการปรับสมดุลของสมองและประสาท ช่วยบำรุงม้าม รักษาอาการแน่นหน้าอก

 

4.ถั่วลันเตา

ถั่วลันเตามีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ได้ดี ส่งผลให้ขับถ่ายคล่องยิ่งขึ้น และทำให้ลำไส้สะอาดตามมา จึงลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ลง ทั้งยังมีเบต้าแคโรทีนซึ่งช่วยป้องกันการเกิดสารก่อมะเร็ง เพิ่มภูมิต้านทานโรค

 

5.ถั่วเขียว

อุดมไปด้วยโปรตีน ชาวจีนนิยมต้มถั่วเขียวกินแก้ร้อนใน เพราะถั่วเขียวมีสรรพคุณในการให้ความชุ่มชื้น คลายร้อน แก้พิษ น้ำถั่วเขียวแก้กระหาย ช่วยขับปัสสาวะและของเหลวอื่นๆ แก้อาการตกขาวและอาการน้ำอสุจิเคลื่อนบ่อย ปริมาณไขมันต่ำ เหมาะกับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก

 

6.ถั่วดำ

มีวิตามินอีสูง จึงมีคุณสมบัติในการป้องกันและกำจัดอนุมูลอิสระ ลดริ้วรอย ช่วยให้ผิวนุ่ม ดูอ่อนเยาว์ ถั่วดำช่วยเสริมสร้างการดูดซึมแคลเซียม ป้องกันโรคกระดูกพรุน ทั้งยังอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร ช่วยกระตุ้นการย่อย ป้องกันการเกิดท้องผูก

 

7.ถั่วแดง

มีฤทธิ์เป็นกลาง รสหวาน ช่วยบำรุงเลือด กระตุ้นน้ำนม บรรเทาอาการบวมน้ำ อุดมไปด้วยวิตามินบี  1 จึงสามารถป้องกันเหน็บชาได้ดี มีเส้นใยอาหารมาก ช่วยให้กระเพาะและลำไส้บีบตัว ช่วยในการขับถ่าย บรรเทาอาการปวดข้อและบวม รักษาอาการถ่ายเป็นเลือด

 

8.ถั่วเหลือง

ช่วยให้ปริมาณไขมันในเลือดลดลงอย่างเห็นได้ชัด มีเลซิตินซึ่งช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทั้งยังอุดมไปด้วยเหล็ก เหมาะกับผู้ป่วยโรคโลหิตจาง กินถั่วเหลืองบ่อยๆ จะช่วยป้องกันและรักษาโรคโลหิตจางได้ ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการผิวหยาบกระด้างอีกด้วย

 


  • 0

ประโยชน์ของการกินเจ เสกสุขภาพดีได้ ไม่ใช่แค่อิ่มบุญ

 

1.กินเจช่วยให้อวัยวะภายในได้หยุดพัก
 

อาหารเจส่วนใหญ่จะเน้นพืชผักเป็นหลัก ผสมกับอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนจากถั่วซึ่งย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์และไขมันมาก จึงทำให้ระบบย่อยอาหารได้หยุดพักจากการทำงานหนัก ๆ มาตลอดทั้งปี ทั้งกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ถุงน้ำดี ก็จะมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย

 

2.ล้างพิษให้ร่างกาย

ผัก ผลไม้ที่เราทานนอกจากจะย่อยง่ายแล้ว ยังเป็นกากใยชั้นเลิศที่ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายและการย่อยอาหารของเราทำงานได้ดี เมื่อทานเข้าไปมาก ๆ ก็จะช่วยขับของเสียและสารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของเราออกมา ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกที่เป็นปัญหาเรื้อรังสั่งสมมานานของใครหลายคนที่ชอบทานเนื้อ

 

3.ลดความเสี่ยงโรคร้าย

ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดและสมอง ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ริดสีดวงทวาร โรคเกาต์ ฯลฯ ต้องชิดซ้าย ถ้าเราทานอาหารเจเป็นประจำ เพราะอาหารเจจำพวกผัก ผลไม้มีเส้นใยอาหารที่ช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยลดคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ต่างจากอาหารจำพวกเนื้อแดงและไขมันที่เต็มไปด้วยไขมันที่ไม่ดีและคอเลสเตอรอลตัวร้ายที่คุกคามสุขภาพของเรา

4.ผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้น

ใครจะเชื่อว่าการกินเจก็ช่วยให้ผิวพรรณสดชื่นขึ้นได้ แต่นี่เป็นความจริงอย่างมิต้องคลางแคลงใจเลย เพราะวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระและสารพัดสารพฤกษเคมีในผัก ผลไม้ต่าง ๆ ยิ่งทานมากก็ยิ่งช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่ง สดใส ไม่หย่อนคล้อยก่อนวัยอีกด้วย

เสียบผัก, ผัก, อาหาร, รสเลิศ, อาหารค่ำ

 

5.ไม่เจ็บไม่ป่วยง่าย

เมื่อรับประทานอาหารเจเป็นประจำ จะทำให้เลือดได้รับการฟอกให้สะอาดขึ้นเรื่อย ๆ มีผลให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมสลายช้าลง เราจะรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงและมีสุขภาพดีขึ้น ไม่เจ็บไม่ป่วยง่าย ๆ เหมือนเดิมอีกแล้วล่


6.ลดความอ้วนก็ได้ (ถ้ารู้จักเลือก)

ถึงแม้ว่าอาหารเจจะเน้นทานผักและธัญพืช แต่ก็มีแป้งด้วย แล้วยิ่งเราเลือกหม่ำเมนูที่ใช้น้ำมันผัด ๆ ทอด ๆ หรือปรุงรสด้วยน้ำตาลมากเกินไป ก็ไม่ต้องคิดเลยว่าอาหารเจของเราจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่จะช่วยลดความอ้วนได้ยังไง ดังนั้นถ้าอยากจะเห็นน้ำหนักที่ลดลงเมื่อทานอาหารเจไปได้สักพัก ก็ต้องเลือกกินเจให้ผอมตามนี้

– เลือกกินข้าวหรือแป้งที่ไม่ขัดขาว เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ลูกเดือย และธัญพืชต่าง ๆ

– เลือกผักใบมากกว่าพืชหัว เพราะผักใบมีคาร์โบไฮเดรตที่น้อยกว่าพืชหัวมาก ดังนั้น การกินผักใบจะทำให้เราได้พลังงานและปริมาณแป้งน้อยกว่าจึงไม่ทำให้อ้วน

– เลือกกินของนึ่ง ต้ม ตุ๋น ดีกว่าของทอดและผัด เพราะช่วยให้เลี่ยงการกินน้ำมัน ซึ่งมีไขมันอยู่สูง

– กินหวานให้น้อยลง ไม่ใช่ว่าเมื่อคุณกินเจแล้วจะสามารถกินขนมหวานได้เต็มที่ เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารเจหรือไม่เจ ถ้ามีความหวานและผสมน้ำตาลอยู่มากก็อ้วนได้ไม่ต่างกัน

– ดื่มนมถั่วเหลืองไม่เกินวันละ 2-3 กล่อง

– ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปกับการทานอาหาร

ผลไม้, ผัก, พริกไทย, Kohlrabi

 

รู้ไว้ใช่ว่า : 

– หากจะกินเจให้ได้สุขภาพดี ควรเลือกทานผัก ผลไม้ให้ครบ 5 สี และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

– เลี่ยงอาหารที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบมาก ๆ หรือมีการปรุงรสด้วยซอส เต้าเจี้ยว เพราะเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งอาหารมัน ๆ และอาหารที่มีรสจัดมาก ๆ

– เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ไม่ควรกินเจ เพราะเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต อาจเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากต้องการกินเจ ก็ต้องให้ทานไข่และนมด้วย

 

          **ข้อดีของการกินเจมีมากมายขนาดนี้ ใครไม่เคยกินเจเลย ปีนี้จะลองเปลี่ยนใจมากินเจดูบ้างก็เริ่มเลยค่ะ     

  • 0

ISO 22000 คืออะไร??

  ISO 22000 ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร   ที่่มีมาตรฐานที่สุด

ISO 22000 คือระบบการจัดการความปลอดภัยที่มีมาตรฐานเกี่ยวข้องกับเรื่องของอาหาร การวิเคราะห์ถึงเรื่องอันตราย และจุดวิกฤตที่จำเป็นต้องได้รับการควบคุมในขั้นตอนการผลิตอาหารที่เรียกว่า HACCP (Hazard Analysis and Critical Point System) ซึ่งเป็นระบบการจัดการที่ช่วยให้อาหารเกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยการเข้าคุมจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมในการผลิต (CCP) ในระบบนี้ ผู้ประกอบการเกี่ยวกับอาหารจะต้องนำไปใช้ทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อาหาร เริ่มตั้งแต่ผู้ผลิตเบื้องต้น คือ Primary Producer ไปจนถึงผู้บริโภค

       ซึ่งจัดอยู่ในกระบวนการขั้นสุดท้าย เป็นตัวช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์อาหารได้มากขึ้น ลดการกีดการทางการค้าจากประเทศนำเข้า ทั้งนี้ระบบ HACCP จะยึดมาตรฐานตามโครงการาหารระหว่างประเทศ “Cotex” ช่วยป้องกันสารปนเปื้อนที่เป็นอันตราย ทั้งทางเคมีและสารชีวภาพ รวมไปถึงกายภาพของอาหารให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด มีการควบคุมพนักงาน ตรวจสอบขั้นตอน ติดตามอย่างต่อเนื่องในจุดวิกฤติที่ต้องควบคุมเป็นพิเศษ ส่วนในขั้นตอนสุดท้ายที่ตรวจสอบผลิตภัณฑ์จะถูกลดขั้นตอนลงมา

ISO 22000 มาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมอาหาร

        มาตรฐานของ ISO 22000 จะเน้นเรื่องความปลอดภัยทางด้านอาหารที่ถูกผลิตในอุตสาหกรรมโลก ซึ่งจะเป็นอาหารที่ถูกผลิตขึ้นในปริมาณมากๆ มีขั้นตอนที่ซับซ้อนเพื่อให้เกิดความปลอดภัย เป็นสิ่งที่ถูกยกขึ้นมาให้ความสำคัญมากขึ้นกว่าในอดีต เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการมากขึ้น มีความรู้ความเข้าใจเรื่องอาหารมากขึ้น และคาดหวังว่าเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาครัฐและผู้ผลิตอาหารจะช่วยดูแลสุขภาพของประชาชนได้ ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นสิ่งท้าทายสำหรับผู้ประกอบอาการอาหารเป้นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวางแผนเพื่อสร้างความปลอดภัยที่รับประกันได้ในกระบวนการ Supply chain อันซับซ้อน

การได้รับการยอมรับโดยสากล

  1. สามารถใช้เป็นมาตรฐานสำหรับหน่วยงานที่ให้การรับรอง หรือที่เรียกว่า “Certification Bodies”
  2. ทำให้แน่ใจได้ถึงข้อกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำของผู้ตรวจสอบประเมินความปลอดภัยของอาหาร

จาก GMP สู่การเป็น HACCP

        หลักที่เราจะนำเอา HACCP มาใช้ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ทางโรงงานอาหารจำเป็นที่จะต้องจัดทำโปรแกรมขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวกับสุขลักษณะในการผลิตอาหารก่อน ซึ่งก็คือ “Pre-requisite programme” หรือ GMP (Good Manufacturing Practices)

ISO 22000 ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร ที่มีมาตรฐานที่สุด

          เพราะฉะนั้นโรงงานอุตสาหกรรมอาหารที่ยังไม่ได้นำเอา HACCP มาใช้เป็นข้อกำหนด จำเป็นจะต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งทางโรงงานที่มีระบบ GMP มาใช้อยู่แล้ว ก็จะสามารถนำเอา HACCP มาใช้ร่วมเพื่อให้เกิดผลสำเร็จที่ดีขึ้นกว่าเดิม

เข้าใจหลักการของ HACCP

  • หลักการที่ 1 คือ การวิเคราะห์หาอันตราย
  • หลักการที่ 2 คือ หาจุดวิกฤตที่จะต้องเข้าสู่การควบคุม ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญ
  • หลักการที่ 3 คือ ทำการกำหนดหาค่าวิกฤต
  • หลักการที่ 4 คือ ตรวจสอบระบบ และติดตามการควบคุมจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม
  • หลักการที่ 5 คือ กำหนดวิธีการแก้ไข ซึ่งการตรวจพบจุดวิกฤตที่จำเป็นต้องควบคุม แต่กลับอยู่นอกเหนือการควบคุมออกไป
  • หลักการที่ 6 คือ กำหนดวิธีการสอบทวนอีกครั้ง เพื่อเป็นการยืนยันประสิทธิภาพตามระบบของ HACCP ได้แบบไม่ตกหล่น
  • หลักการที่ 7 คือ จัดเก็บเอกสารที่มีความเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ และการบันทึกข้อมูลที่เหมาะสม รวมถึงการประยุกต์ใช้


  • 0

วันแม่ แห่งชาติ

วันเฉลิมพระชนมพรรษา 86 พรรษา
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ วันที่ 12 สิงหาคม 2561

วันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี เป็นอีกหนึ่งวันที่ชาวไทยให้ความสำคัญของวันนี้ เพราะเป็นวันแม่แห่งชาติ วันที่คนทำงานเอกชนและราชการพากันหยุด รวมถึงนักเรียนนักศึกษา เรียกว่าหยุดกันทั้งประเทศเลยก็ว่าได้ เพราะวันนี้เป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นวันที่ลูกๆจะได้แสดงความเคารพต่อแม่ของแผ่นดิน และแม่ผู้ให้กำเนิด เพราะที่ผ่านมาหลายคนอาจจะไม่ค่อยได้แสดงความรักกับแม่สักเท่าไหร่ วันที่ 12 สิงหาคมนี้ อาจจะทำให้เป็นวันเริ่มต้นบอกรักแม่ และมอบสิ่งดีๆให้กับแม่ แม้เป็นแค่เพียงคำพูดดีๆ ก็ทำให้แม่มีความสุขแล้วล่ะ

ความหมายของวัน แม่

“แม่” หมายถึง ผู้หญิงที่เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ลูก “แม่” เป็นคำที่ลูกเรียกผู้หญิงซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดตน และ “แม่” คือผู้หญิงที่มีครอบครัว บางครั้งอาจจะใช้คำว่า มารดา หรือ มารดร แต่วันแม่ คือ วันที่พระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ แม่หลวงของแผ่นดิน ซึ่งเป็นพระมหาราชินีแห่งรัชกาลที่ 9 ที่ชาวไทยให้ความจงรักภักดี

วันแม่ของเมืองไทย

วันที่สำคัญในหลายประเทศทั่วโลกจัดขึ้นเพื่อให้เกียรติแม่และความเป็นแม่ ในประเทศไทยวันแม่แห่งชาติ ตรงกับวันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นแม่ที่จะต้องดูแลพระราชโอรสแลเพระราชธิดา พระองค์ยังทรงดูแลลูกๆของแผ่นดินซึ่งเป็นปวงชนชาวไทย และทรงพระราชกรณียกิจอย่างไม่เคยย่อท้อ เคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงเป็นแม่ของแผ่นดินที่ประชาชนชาวไทยให้ความจงรักภักดี ซึ่งดอกที่ใช้แทนสัญลักษณ์ของวันแม่คือ ดอกมะลิ เพราะเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ลึกซึ้งที่แม่มีต่อลูก เป็นความรักที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาที่ไม่มีที่สิ้นสุด

วันแม่ของต่างประเทศ

วันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมของทุกปี ได้กลายเป็นวันแม่แห่งชาติของหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ประเทศอังกฤษ, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, อิตาลี, ตุรกี, ออสเตรเลีย, เม็กซิโก, แคนาดา, จีน, ญี่ปุ่น, และเบลเยี่ยม แต่ก็ยังมีบางประเทศที่กำหนดวันแม่แห่งชาติของตัวเอง แต่ยังคงกำหนดวันอาทิตย์เช่นกันโดยใช้คำว่า Mothering Sunday อย่างประเทศรัสเซียใช้วันที่ 28 พฤศจิกายน ซึ่งชาวกรีกเรียกวันแม่ว่า The Mother of the Gods ชาวอังกฤษ เรียกวันแม่ว่า “Mothering Sunday” สหรัฐอเมริกา เรียกวันแม่ว่า Mother’s Day meetings ดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือดอกคาร์เนชั่น


  • 0

GMP สำคัญไฉน?

GMP มีความสำคัญอย่างไร 

                 เป็นหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร จัดทำขึ้นนโดยหน่วยงานมาตรฐานอาหารระหว่าประเทศ หรือโคเด็กซ์ (CODEX) เพื่อใหส้ มาชิกทวั่ โลกใชเ้ป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
                 GMP ยังเป็นระบบประกัน คุณภาพขั้นพื้นฐานก่อนที่จะพัฒนาไปสู่ระบบประกัน คุณภาพอื่นๆ ต่อไป เช่น ระบบ HACCP (Hazards Analysis and Critical Control Point) และ ISO 9000 เป็นต้น ซึ่งระบบเหล่านี้เป็นระบบมาตรฐานที่จำเป็นในการผลิตอาหารสัตว์ เป็นระบบที่ได้รับการส่งเสริมและสามารถขอการรับรองระบบ โดย กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ระบบ GMP มีวตัถุประสงค์อย่างไร

เพื่อควบคุม อันตราย ทั้ง 3 ประเภท คือ
           1.อันตรายทางด้านกายภาพ ได้แก่ เศษไม้เศษแก้ว เศษโลหะต่างๆ และวัสดุอื่นๆ
           2.อันตรายทางด้านเคมีได้แก่สารฆ่าแมลง น้ำยาทำความสะอาด สารเคมีฆ่าเชื้อ น้ำมันหล่อลื่น รวมทั้งสารพิษที่เกิดขึ้น เช่น Aflatoxin เป็นต้น
           3.อันตรายทางด้านจุลินทรีย์ไดแ้ก่แบคทีเรียไวรัส และเชื้อรา ส่งผลใหอ้าหารสัตว์เสื่อมคุณภาพ


  • 0

GMP คืออะไร

GMP คืออะไร

GMP (Good Manufacturing Practice) 

หมายถึง หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร เป็นเกณฑ์หรือข้อกำหนดขั้นพื้นฐานที่จำเป็นในการผลิตและควบคุมเพื่อให้ผู้ผลิตปฏิบัติตาม และทำให้สามารถผลิตอาหารได้อย่างปลอดภัย โดยเน้นการป้องกันและขจัดความเสี่ยงที่อาจทำให้อาหารเป็นอันตราย เป็นพิษ หรือเกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

GMP คือ ระบบประกันคุณภาพที่มีการปฏิบัติและพิสูจน์แล้วจากกลุ่มนักวิชาการด้านอาหารทั่วโลกว่า สามารถทำให้อาหารเกิดความปลอดภัย และเป็นที่เชื่อถือยอมรับจากผู้บริโภค โดยอาศัยหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ดังนั้นหากปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดได้ทั้งหมด ก็จะทำให้อาหารมีคุณภาพมีความปลอดภัยและได้มาตรฐาน

โดยหลักการของ GMP จะครอบคลุมตั้งแต่สถานที่ประกอบการ โครงสร้างอาคาร กระบวนการผลิตที่ดีมีความปลอดภัย และมีคุณภาพได้มาตรฐานทุกขั้นตอน นับตั้งแต่ขั้นตอน เริ่มต้นวางแผนการผลิต ระบบควบคุมตั้งแต่วัตถุดิบระหว่างการผลิต ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป การจัดเก็บ การควบคุมคุณภาพ และการขนส่งจนถึงผู้บริโภค มีระบบบันทึกข้อมูล ตรวจสอบและติดตามผลคุณภาพผลิตภัณฑ์ รวมถึงระบบการจัดการที่ดีในเรื่องสุขอนามัย เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายมีความปลอดภัยได้คุณภาพเป็นที่มั่นใจเมื่อถึงมือผู้บริโภค และ GMP ยังเป็นระบบประกันคุณภาพพื้นฐานก่อนที่จะนำไปสู่ระบบประกันคุณภาพอื่น ๆ ที่สูงกว่าต่อไป เช่น ISO 9000 และ HACCP (Hazards Analysis and Critical Points)

ประเภทของ GMP

  1. GMP สุขลักษณะทั่วไป (General GMP) เป็นหลักเกณฑ์ที่นำไปใช้ปฏิบัติสำหรับอาหารทุกประเภท
  2. GMP เฉพาะผลิตภัณฑ์ (Specific GMP) เป็นข้อกำหนดที่เพิ่มเติมจาก GMP ทั่วไป เพื่อมุ่งเน้นในเรื่องของความเสี่ยงกับความปลอดภัยของแต่ละผลิตภัณฑ์อาหารเฉพาะมากยิ่งขึ้น

 


  • 0

เราให้บริการคำปรึกษา และฝึกอบรมเกี่ยวกับระบบคุณภาพต่างๆ แบบครบวงจร

เราให้บริการคำปรึกษา และฝึกอบรมเกี่ยวกับระบบคุณภาพต่างๆ แบบครบวงจร - Consult - Training - One stop service   #gmp   #brc   #haccp   #ifs   #iso   #iso9001   #iso14000   #iso22000   #halal   #halalfood    #อย   #มาตรฐาน   #คุณภาพ   #อบรม   #ธุรกิจ   #ปรึกษา    #consulting   #traning   #onestopservice    อบรมหลักสูตร " Training Coures " สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.qcompact.com   #อบรม     #หลักสูตร     #Training     #Coures     #traniningcoures     #GMP     #HACCP     #ISO22000     #FSSC22000     #BRC     #IQA     #food     #Safety     #foodsafety    #qcompact   #คิวคอมแพค    - การปรับเปลื่ยนเข้าสู่มาตรฐาน ISO 9001 : 2015  #มาตรฐาน   #ปรับเปลียน   #การปรับเปลี่ยน   #ISO9001   #ISO   #ISO2015   #ใหม่   #Training   #trainingcourse   #อบรม   #สนใจ   #คิวคอมแพค   #qcompact    ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม  094-783-9900 E-mail : sale-qcompact@hotmail.com Line ID : qcompact.nk IG : qcompack.nk FB : https://www.facebook.com/Q-Compact-CoLtd-170464699735330/timeline/

เราให้บริการคำปรึกษา และฝึกอบรมเกี่ยวกับระบบคุณภาพต่างๆ แบบครบวงจร
– Consult
– Training
– One stop service
#gmp #brc #haccp #ifs #iso #iso9001 #iso14000 #iso22000 #halal #halalfood #อย #มาตรฐาน #คุณภาพ #อบรม #ธุรกิจ #ปรึกษา #consulting #traning #onestopservice
อบรมหลักสูตร ” Training Coures “
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.qcompact.com
#อบรม #หลักสูตร #Training #Coures #traniningcoures #GMP #HACCP #ISO22000 #FSSC22000 #BRC #IQA #food #Safety #foodsafety #qcompact #คิวคอมแพค
– การปรับเปลื่ยนเข้าสู่มาตรฐาน ISO 9001 : 2015
#มาตรฐาน #ปรับเปลียน #การปรับเปลี่ยน #ISO9001 #ISO #ISO2015 #ใหม่ #Training #trainingcourse #อบรม #สนใจ #คิวคอมแพค #qcompact
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 094-783-9900
E-mail : sale-qcompact@hotmail.com
Line ID : qcompact.nk
IG : qcompack.nk
FB : https://www.facebook.com/Q-Compact-CoLtd-170464699735330/timeline/


Address

บริษัท คิว คอมแพค จำกัด
Quality System Improve Everything
เราเชื่อว่า “ระบบที่มีคุณภาพ สามารถพัฒนาทุกอย่างได้”

21/20 ถนนมาเจริญ เเขวงหนองแขม
เขตหนองแขม กรุงเทพฯ 10160
Tel : 02-812-2204 ต่อ 12

เวลาทำการ : จ-ส เวลา 8.30 น. - 18.00 น. (เสาร์เว้นเสาร์)

ช่องทางการติดต่อ

โทร 02-812-2204
เพิ่มเพื่อน