Author Archives: admin

ISO 22000 ปรับปรุงใหม่ ใช้งานได้ง่ายขึ้น

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

ISO 22000 ปรับปรุงใหม่ ใช้งานได้ง่ายขึ้น

iso22000-has-just-reached-dis-stage
เพื่อให้มาตรฐานมีความทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานทั่วโลก ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน จึงทำการทบทวนมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ มาตรฐาน ISO 22000 ก็เช่นกัน ปัจจุบัน ไอเอสโอได้ทบทวนมาถึงขั้นร่างมาตรฐานแล้ว

มาตรฐานที่ทำการทบทวนใหม่จะรวมเอาโครงสร้างหลักอันใหม่เข้าไปพร้อมกับองค์ประกอบหลักเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของอาหารในทุกๆ ขั้นตอนของห่วงโซ่อาหาร

การทบทวนมาตรฐาน ISO 22000 มุ่งไปสู่การรวบรวมประเด็นใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารเพื่อให้เหมาะสมกับภาคส่วนอาหารในปัจจุบัน ซึ่งมีกระบวนการที่รัดกุมและกลุ่มงานที่ทำการทบทวนมาตรฐานก็ได้ค้นพบแนวคิดที่ขยายวงกว้างออกไปอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อปีที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญได้มาประชุมร่วมกัน 3 ครั้งและได้รับข้อคิดเห็นจำนวน 1,800 ข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลกซึ่งเป็นผู้แทนขององค์กรที่ทำหน้าที่ต่างๆ กัน

ปัจจุบัน หน้าที่หลักของผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นก็คือการแปลแนวคิดที่ได้มีการปรับปรุงแล้วในมาตรฐานและทำการสื่อสารให้กับผู้ใช้งานอย่างชัดเจนและตรงประเด็นซึ่งทำให้สามารถเข้าใจมาตรฐาน ISO 22000 ได้ง่ายขึ้นและทำให้ทุกองค์กรมีการนำไปใช้ได้ในทุกแง่มุมของห่วงโซ่อาหาร

มาตรฐาน ISO 22000 ที่มีการทบทวนใหม่จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยซึ่งทำให้สามารถอ่านได้ง่ายขึ้นและชัดเจนขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญที่มีโครงสร้างเป็นธรรมชาติมากขึ้น สิ่งที่สำคัญได้แก่

มาตรฐานฉบับใหม่จะรับเอาโครงสร้างระดับสูงหรือ High-Level Structure (HLS) ไปใช้ซึ่งเป็นกรอบการทำงานของมาตรฐานระบบการจัดการทั้งหมดของไอเอสโอ โครงสร้างที่เหมือนกันนี้จะทำให้ง่ายขึ้นสำหรับธุรกิจที่จะนำมาตรฐานระบบการจัดการของไอเอสโออื่นๆ ไปใช้ซึ่งสามารถรวมเข้าไปในกระบวนการขอได้ในครั้งเดียว
มาตรฐานที่มีการทบทวนนี้จะทำให้เข้าใจในแนวคิดของ “ความเสี่ยง” ซึ่งความเสี่ยงนั้นเป็นแนวคิดสำคัญกับธุรกิจอาหารและมาตรฐานจะแตกต่างกันระหว่างความเสี่ยงในระดับปฏิบัติการ (Hazard Analysis Critical Control Point approach, หรือ HACCP) และความเสี่ยงในระดับกลยุทธ์ของระบบการจัดการ (ความเสี่ยงทางธุรกิจ) ซึ่งหมายถึงความสามารถในการใช้โอกาสเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายที่เจาะจงในธุรกิจ
มาตรฐานนี้จะให้ความกระจ่างชัดของความแตกต่างระหว่างวงจร PDCA สองวงจร วงจรแรกมีการนำไปปรับใช้กับระบบการจัดการโดยรวมในขณะที่วงจรที่สองจะเน้นที่การปฏิบัติงานตามที่อธิบายในข้อ 8 ซึ่งครอบคลุมหลักการของ HACCP ตามที่โครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ Codex Alimentarius กำหนดไว้ (ข้อ 8 คือ การทวนสอบเพื่อยืนยันการใช้งานได้ (Validation) การทวนสอบ (verification) และการปรับปรุงระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร (improvement of the food safety management system))
ไอเอสโอคาดว่ามาตรฐาน ISO 22000 ที่อยู่ระหว่างการทบทวนและปรับปรุงนี้จะตีพิมพ์เผยแพร่ได้ภายในเดือนมิถุนายน 2561


ความแตกต่างระหว่าง เกษตรปลอดภัย กับ เกษตรอินทรีย์ GAP and Organic เป็นอย่างไร ?

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

ติดตามข่าวสารน่ารู้ ได้ที่ บริษัท คิว คอมแพค จำกัด www.qcompact.com


ความปลอดภัยทางอาหาร..สำคัญกว่าที่คิด

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

Food Safety หรือ ความปลอดภัยทางอาหาร คือ การจัดการให้อาหารที่มนุษย์นำมาบริโภค มีความปลอดภัย โดยไม่เป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ เพื่อให้ผู้บริโภคปลอดภัยจากอันตรายที่มาจากอาหาร เช่น อันตรายทางชีวภาพที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตที่เป็นจุลินทรีย์ก่อโรค อันตรายทางเคมีที่เกิดจากสารเคมีที่มีอยู่ในวัตถุดิบ อันตรายทางกายภาพที่เกิดจากสิ่งแปลกปลอม ปนเปื้อนมากับอาหาร

จากรายงานสถานการณ์คุณภาพอาหารของโลก พบว่า สินค้าจากประเทศในแถบเอเชียมีปัญหาด้าน Food Safety มากที่สุด ผู้ผลิตสินค้าอาหารในประเทศไทยจึงต้องสร้างความเชื่อมั่น ให้ผู้บริโภควางใจในความปลอดภัยของอาหารที่รับประทานอยู่ในชีวิตประจำวัน

สัญลักษณ์อาหารปลอดภัยในประเทศไทย


จากเดิมกฎหมาย GMP 
ระบบความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศไทย..

ที่เริ่มได้มีการจัดตั้งระบบความปลอดภัยด้านอาหารแห่งชาติในปี พ.ศ. 2542 และมีการประกาศบังคับใช้กฎหมาย GMP ในปี 2543 ต่อมาได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ความปลอดภัยด้านอาหารขึ้นในปี พ.ศ. 2545 ในด้านผลิตภัณฑ์อาหาร หมดเวลาผ่อนผันไปแล้วตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2546 ซึ่งจะมีผลต่อผู้ผลิตอาหารทั้ง 54 ประเภท ต้องปฏิบัติตามกฎหมายจีเอ็มพีทุกราย โดยการควบคุมของหน่วยงานหลัก คือ

  1. กระทรวงสาธารณสุข ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับอาหารนำเข้า และบริโภคภายในประเทศ ประกอบด้วยหน่วยงานย่อยที่สำคัญคือ
    • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
    • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
    • กรมอนามัย
    • กรมควบคุมโรค
  2. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับอาหารส่งออก ประกอบด้วยหน่วยงานย่อยที่สำคัญ คือ
    • สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.)
    • กรมประมง
    • กรมปศุสัตว์
    • กรมวิชาการเกษตร
    • กรมส่งเสริมการเกษตร
    • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยอาหารของประเทศไทย ได้แก่ สำนักงาน อนามัย กทม., กรมวิทยาศาสตร์บริการ, ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ, สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ, กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม, สถาบันอาหาร ,สถาบันวิจัยโภชนาการ และสถาบันการศึกษาต่างๆ

ระบบความปลอดภัยด้านอาหารในต่างประเทศ

ประเทศสหรัฐอเมริกา 

มีหน่วยงานจัดการหลัก 2 หน่วยงาน คือ U.S. FDA และ  FSISU.S. FDA สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นหน่วยงานภายใต้ Department of Health and Human Service (DHHS)

FSIS (Food Safety and Inspection Service) หน่วยบริการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหาร ภายใต้ U.S. Department of Agriculture (USDA)

นอกจากนี้มีองค์กรอิสระร่วมมือกับรัฐบาล ในการดูแลความปลอดภัยของอาหาร เช่น สมาคมผลิตภัณฑ์อาหาร ( Food Products Association : FPA) , หน่วยงานที่ดูแลสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ( Environment Protection Agency : EPA) เนื่องจากปัญหาจากสารยาฆ่าแมลง เป็นต้น

สหภาพยุโรป

หน่วยงานที่มีบทบาทในการบังคับใช้และติดตามการประสานงานเพื่อให้มีการนำกฎหมายเกี่ยวกับอาหารไปใช้ในสหภาพยุโรป คือ กระทรวงสุขภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค ( Directorate – General on Health and Consumer Protection), สำนักงานอาหารและอนามัยสัตว์ ( Food and Veterinary Office : FVO) และ องค์การความปลอดภัยของอาหารแห่งยุโรป ( European Food Safety Authority : EFSA) ดำเนินการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เพื่อชี้ให้เห็นปัญหาและอันตรายที่สำคัญตลอดห่วงโซ่อาหารทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยหน่วยงาน EFSA ได้ก่อตั้งตามสมุดปกขาว ( Commission’s White Paper on Food Safety) เพื่อจัดทำรายงานการประเมินความเสี่ยงเสนอคณะกรรมาธิการยุโรป ( The European Commission)

EFSIS “European Food Safety Inspection Service” เป็นสถาบันที่ให้บริการการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารตามมาตรฐานสหภาพยุโรป

ประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายด้านความปลอดภัยอาหารขั้นพื้นฐานที่กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการด้านความปลอดภัยอาหาร ( Food Safety Council : FSC) เป็นองค์กรอิสระทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยง สืบหาข้อมูล กำหนดมาตรการชั่วคราวหากอาหารมีอันตราย มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน และทำหน้าที่แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความเสี่ยงระหว่างหน่วยงานหลัก คือ กระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการ ( Ministry of Health, Labour and Welfare) และกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง ( Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries) ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการความเสี่ยงในภาพรวมของประเทศ โดยมีหน่วยงานที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับงานด้านความปลอดภัยอาหารโดยตรงของญี่ปุ่น มีดังนี้

  1. สำนักงานความปลอดภัยอาหารและคุ้มครองผู้บริโภค( Food Safety and Consumer Affairs Bureau)
  2. สถาบันวิจัยอาหารแห่งชาติ ( National Food Research Institute : NFRI)

ประเทศแคนาดาหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบความปลอดภัยด้านอาหาร มี 2 หน่วยงานหลัก คือ

  1. กระทรวงเกษตรและเกษตรอาหาร ( Ministry of Agriculture and Agri-Food)
  2. กระทรวงสาธารณสุข ( Health Canada )

โดยมีหน่วยตรวจสอบอาหาร ( Canadian Food Inspection Agency : CFIA) เป็นหน่วยงานรวบรวม จัดการและส่งเสริมให้เกิดการตรวจสอบสินค้าอาหารอย่างเป็นระบบ ทั้งผลผลิตทางการเกษตร และสินค้าอาหารที่ขึ้นตรงกับ Ministry of Agriculture and Agri-Food

ประเทศออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ ได้ร่วมกันจัดตั้งสำนักงานมาตรฐานอาหาร ( Food Standard Australia New Zealand) ขึ้น เป็นหน่วยงานร่วม 2 ประเทศ มีหน้าที่คุ้มครองด้านสุขภาพความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่อาหาร

ประเทศสิงคโปร์ มีหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารมี 2 หน่วย

  1. Agri-Food and Veterinary Authority of Singapore มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของอาหาร ตั้งแต่ การผลิต นำเข้า จำหน่าย ทั้งตรวจสอบอาหารก่อนจำหน่าย ตรวจสอบฟาร์ม โรงฆ่า โรงงานแปรรูปอาหารและมีหน่วยวิเคราะห์ทดสอบกลางในการตรวจวิเคราะห์อาหาร
  2. National Environment Agency มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของอาหารในขณะจำหน่าย การเตรียมอาหารในภัตตาคาร ซุเปอร์มาร์เก็ต และผู้จำหน่ายรายย่อย มุ่งเน้นที่สุขอนามัยอาหาร และ มาตรฐานสาธารณสุข มีการเฝ้าระวังและมีมาตรการป้องกันเข้มงวด รวมทั้งจัดทำโครงการสนับสนุน รักษาสภาพแวดล้อม

ส่วนประเทศอื่นๆ โดยสรุปแล้ว ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการความปลอดภัยด้านอาหารมากขึ้น มีระบบดูแล รัดกุม เป็นเอกภาพ และมีการประสานงานในระดับสูง เพื่อให้เกิดการประสานนโยบายต่างๆ

องค์การและความตกลงระหว่างประเทศ

 องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO)
 โครงการมาตราฐานอาหารระหว่างประเทศ (The CODEX Alimentarius)
 ความตกลงว่าด้วยการบังคับใช้มาตรการสุขอนามัย (Agreement on The Application of SPS)
 องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (Office International des Epizooties : OIE)
 สำนักงานอนุสัญญาว่าด้วยการอารักขาพืชระหว่างประเทศ (The International Plant Protection Convention : IPPC)
 อนุสัญญาอารักขาพืชระหว่างประเทศ (IPPC) กับมาตรการอารักขาพืชของประเทศไทย

ระบบการจัดการความปลอดภัยด้านอาหาร

ระบบการจัดการความปลอดภัยด้านอาหาร HACCP มาตรฐาน HACCP 
ระบบจัดการคุณภาพที่มีจุดมุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดความปลอดภัยในอาหาร โดยการวิเคราะห์อันตราย (Hazard) ทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ ที่จุดวิกฤตที่ต้องควบคุม CCPs   ระบบความปลอดภัยด้านอาหาร (FSMS) ISO 22000 : 2005 มาตรฐาน ISO 22000 มีจุดมุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดความปลอดภัยในห่วงโซ่ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารสู่ผู้บริโภคซึ่งได้ระบุว่าในองค์กร

– จำเป็นต้องแสดงความสามารถในการควบคุมอันตรายในการะบวนการทั้งหมด ในห่วงโซ่อาหาร เพื่อให้ได้มาซึ่งความปลอดภัยของอาหาร และความพึงพอใจตามข้อกำหนดของผู้บริโภค- ต้องมุ่งมั่นและมุ่งหมายในการเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า โดยการควบคุมอันตรายทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตอาหาร

มาตรฐาน ISO 22000
สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกประเภทของกิจการในห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ผู้ผลิตอาหารสัตว์, โรงงานผลิตและแปรรูป, กิจการในการขนส่งและเก็บรักษาอาหาร, ผู้ค้าปลีกและผู้ให้บริการเกี่ยวกับอาหาร และแม้แต่กิจการที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องจักรในการผลิตอาหาร, วัสดุบรรจุภัณฑ์ในการบรรจุอาหาร, สารทำความสะอาดในอุตสาหกรรมอาหาร และกิจการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสารเติมแต่งและส่วนผสมต่างๆในการผลิตอาหารทุกประเภท 


สดุดีพระแม่ไทย

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

บทเพลงในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล 12 สิงหาคม 2562
กระทรวงวัฒนธรรม จัดทำบทเพลง “สดุดีพระแม่ไทย” เทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสวัน
เฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ พร้อมทั้งเชิญชวนชาวไทยร่วมขับร้องในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๒ นี้ วันนี้ (๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒) นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ อย่างสมพระเกียรติ ซึ่งขณะนี้นายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ภาพรวมของการจัดงานในส่วนกลาง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๒ เวลา ๑๙.๓๐ น. ณ เวทีท้องสนามหลวง ซึ่งโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยจะถ่ายทอดสด เพื่อประชาชนทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศร่วมถวายพระพรชัยมงคลโดยพร้อมเพรียงกัน นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ กล่าวต่อไปว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ได้นำเสนอบทเพลง “สดุดีพระแม่ไทย” เพื่อใช้ในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลในปีนี้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแล้ว สำหรับบทเพลง “สดุดีพระแม่ไทย” ดำเนินการผลิตโดยกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนเพื่อถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ และเพื่อเทิดพระเกียรติในโอกาสสำคัญต่าง ๆ โดยบทเพลงดังกล่าวนี้ประพันธ์คำร้องโดย นายชัยรัตน์ วงศ์เกียรติ์ขจร ผู้ประพันธ์บทเพลงที่มีชื่อเสียง อาทิ พระราชินีในดวงใจ และพลังอาเซียน เป็นต้น และประพันธ์ทำนองโดย นายวิรัช อยู่ถาวร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) ประจำปี ๒๕๖๐ นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ กล่าวเพิ่มเติมในตอนท้ายว่า ขอเชิญหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน สื่อมวลชน ห้างสรรพสินค้า และผู้ให้บริการขนส่งมวลชน ร่วมแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี เผยแพร่บทเพลง “สดุดีพระแม่ไทย” ควบคู่กับบทเพลง “แม่แห่งแผ่นดิน” ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการจัดทำเพลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗๖ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๑ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดี ตลอดจนน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาตินานัปการ และขอเชิญประชาชนชาวไทยทุกคนร่วมขับร้องบทเพลงในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลพร้อมกันทั่วประเทศ


การเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมของมาตรฐาน ISO9001:2015

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

1.ข้อกำหนดต่างๆ ของมาตรฐาน :
    มีการเขียนขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เป็นแนวปฏิบัติทั่วไป ไม่เจาะจง โดยเฉพาะสามาตรนำไปประยุกต์ใช้ในงานด้านการบริการได้ง่ายขึ้น

“Read More”

ฉลากเครื่องสำอาง

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

ฉลากเครื่องสำอาง

ข้อบังคับเกี่ยวกับฉลากเครื่องสำอาง

             ตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เมื่อ 17 มีนาคม 2554 ได้ชี้แจงการแสดงฉลากเครื่องสำอางให้เป็นไปตามรูปแบบเดียวกัน โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่
วันที่ 14 กันยายน 2554 มีสาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้

1.ฉลากเครื่องสำอางต้องแสดงข้อความอันจำเป็น ดังนี้
(1) ชื่อเครื่องสำอางและชื่อทางการค้าของเครื่องสำอาง ซึ่งต้องมีขนาดใหญ่กว่าข้อความอื่น
(2) ประเภทหรือชนิดของเครื่องสำอาง
(3) ชื่อของสารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ซึ่งจะต้องเป็นชื่อตามตำราที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด และจะต้องเรียงลำดับตามปริมาณของสารจากมากไปหาน้อย
(4) วิธีใช้เครื่องสำอาง
(5) ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต กรณีเป็นที่เป็นเครื่องสำอางที่ผลิตในประเทศ ชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้าและชื่อผู้ผลิตและประเทศที่ผลิต
กรณีเป็นเครื่องสำอางนำเข้า
(6) ปริมาณสุทธิ
(7) เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต
(8) เดือน ปี ที่ผลิต หรือ ปี เดือน ที่ผลิต
(9) เดือน ปี ที่หมดอายุ หรือ ปี เดือน ที่หมดอายุ หรือข้อความอื่นที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน
(10) คำเตือน เกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่ออนามัยของบุคคล (ถ้ามี)
(11) เลขที่ใบรับแจ้ง
2.กรณีเครื่องสำอางที่มีภาชนะบรรจุขนาดเล็ก และมีพื้นที่ในการแสดงฉลากน้อยกว่า 20 ตารางเซ็นติมเตร อย่างน้อยต้องแสดงข้อความอันจำเป็นที่ฉลาก คือข้อ (1) (7) (8) (11) ส่วนข้อความจำเป็นอื่นๆ ให้แสดงไว้ที่ใบแทรก หรือเอกสาร หรือคู่มือที่ใช้ประกอบเครื่องสำอาง
3.เลขที่ใบรับแจ้งเป็นตัวเลขที่บ่งชี้ว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางนั้นได้มาแจ้งรายละเอียดตามข้อกำหนดการผลิตเพื่อขายหรือนำเข้าเพื่อขายเครื่องสำอางควบคุมแล้ว โดยในกระบวนการรับแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่จะพิจารณาเอกสารและหลักฐานที่ผู้ประกอบธุรกิจส่งมอบ หากเห็นว่าถูกต้อง ครบถ้วน จะออกใบรับแจ้งให้ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งในใบรับแจ้งจะปรากฏเลขที่ใบรับแจ้งด้วย
4.การแสดงเลขที่ใบรับแจ้งตามข้อ 1 ที่ฉลากของเครื่องสำอาง ให้แสดงดังตัวอย่างต่อไปนี้ คือ เลขที่ใบรับแจ้ง 10-1-5400001
5.การนำเลขที่ใบรับแจ้งไปใส่ไว้ในกรอบเครื่องหมาย อย. อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนตำรับแล้ว ซึ่งอาจมีความผิดตามกฏหมาย
6.ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางรุ่นที่ผลิตหรือนำเข้าเพื่อขายอยู่ก่อนวันที่ 14 กันยายน 2554 สามารถใช้ฉลากภาษาไทยที่มีข้อความอันจำเป็นแบบเดิม แต่หากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางนั้นผลิตหรือนำเข้าเพื่อขายตั้งแต่ 14 กันยายน 2554 เป็นต้นไป จะต้องแสดงข้อความอันจำเป็นที่ฉลากภาษาไทยให้ครบถ้วนตามประกาศคณะกรรมการเครื่องสำอางฉบับใหม่

#สอบถามฟรี #ขอเลขที่จดแจ้ง


ก้าวเข้าสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” กับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ไปกับนวัตกรรม

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

‘ไทยแลนด์ 4.0’ หรือ ‘ประเทศไทย 4.0’ โมเดลใหม่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยที่มุ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ ‘เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม’ (Value–Based Economy) เพื่อก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง เมื่อบริบททางเศรษฐกิจเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการผลิตต้องปรับตัว เพื่อให้ธุรกิจอุตสาหกรรมสามารถเติบโตท่ามกลางบริบทใหม่ทางเศรษฐกิจได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

โมเดล ‘ประเทศไทย4.0’ ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยนวัตกรรม

สำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อก้าวสู่การเป็น ‘ไทยแลนด์ 4.0’ นั้น จะต้องเปลี่ยนจากความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของประเทศที่มีอยู่ 2 ด้าน คือ ความหลากหลายทางชีวภาพและความหลากหลายเชิงวัฒนธรรมไปสู่ความได้เปรียบทางการแข่งขัน ขณะเดียวกันยังต้องเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่า (Value Added) ไปสู่การสร้างมูลค่า (High Value) หรือการสร้างผลิตภาพ (Productivity) นั่นเอง

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจแบบใหม่ดังกล่าว ต้องเติมเต็มด้วยวิทยาการความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการวิจัยและพัฒนา โดยมุ่งเน้น 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ดังนี้

ประเทศไทย 4.0

วิจัยและพัฒนา โดยมุ่งเน้น 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ดังนี้

  • กลุ่มที่ 1 กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (Food, Agriculture & Bio-Tech)
  • กลุ่มที่ 2 กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Health, Wellness & Bio-Med)
  • กลุ่มที่ 3 กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกล ที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม (Smart Devices, Robotics & Mechatronics)
  • กลุ่มที่ 4 กลุ่มดิจิตอล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว (Digital, Internet of Things, Artificial Intelligence & Embedded Technology)
  • กลุ่มที่ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง (Creative, Culture & High Value Services)

โดยทั้ง 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมายนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ ‘10 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต’ หรือ S-Curve และ New S-Curve

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ภายใต้ โมเดล ‘ไทยแลนด์ 4.0’ นั้น จะต้องเริ่มจากสร้างความเข้มแข็งจากภายใน คือ การยกระดับนวัตกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการ ชุมชน และเครือข่ายในทุกภาคส่วนของประเทศ เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศเข้มแข็งแล้ว สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป คือ การเชื่อมโยงกับภายนอก ทั้งในรูปแบบภูมิภาค เช่น กลุ่มประเทศอาเซียน และการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกต่อไป

ทั้งนี้ เป้าหมายการขับเคลื่อน ‘ไทยแลนด์ 4.0’ คือ การก้าวไปสู่การเป็น ‘ประเทศที่มีรายได้สูง’ ด้วยนวัตกรรมที่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ซึ่งหากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนไปได้จริง จะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และสามารถลดการพึ่งพาต่างชาติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำต่างๆ เป็นการสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจและสังคมให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

Modern Manufacturing on Facebook

M


วันสงกรานต์ ประวัติวันสงกรานต์

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

วันสงกรานต์


สงกรานต์ คือ ประเพณีของประเทศไทย ลาว กัมพูชา พม่า ชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนาม และมนฑลยูนานของจีน รวมถึงศรีลังกา และประเทศทางตะวันออกของประเทศอินเดีย สันนิษฐานกันว่า ประเพณีสงกรานต์นั้นได้รับวัฒนธรรมมาจากเทศกาลโฮลีในอินเดีย แต่เทศกาลโฮลีจะใช้การสาดสีแทน โดยจะจัดให้มีขึ้นในทุกวันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 ซึ่งก็คือเดือนมีนาคม
สงกรานต์ เป็นคำในภาษา สันสกฤต ที่หมายถึง การเคลื่อนย้าย โดยเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายการประทับในจักรราศี หรือการเคลื่อนเข้าสู่ปีใหม่ตามความเชื่อของไทยและบางประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเพณีสงกรานต์นั้นมีสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณคู่กับตรุษ จึงมักเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึง การส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เดิมทีวันที่จัดสงกรานต์นี้นั้นจะมีการคำนวณทางดาราศาสตร์ แต่ในปัจจุบันได้มีการกำหนดวันที่แน่นอน คือ ตั้งแต่ 13 – 15 เมษายน แต่เดิม วันขึ้นปีใหม่ไทย คือ วันเริ่มปีปฏิทินของไทยจนถึง พ.ศ. 2431 และได้มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่จนถึง พ.ศ. 2483

ประวัติวันสงกรานต์

เมื่อครั้งก่อน พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงให้พิธีสงกรานต์นั้นเป็นเทศกาลสงกรานต์ โดยได้ขยายออกไปสู่คมเป็นวงกว้างมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศคติ ตลอดจนความเชื่อไป แต่เดิมในพิธีสงกรานต์จะใช้ น้ำ เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นองค์ประกอบหลักของพิธี แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ในวันนี้จะใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ มีการรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ต่อมาในสังคมไทยสมัยใหม่เกิดเป็นประเพณีกลับบ้านในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นับว่าวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว อีกทั้งยังมีประเพณีที่สืบทอดมาตั้งแต่ดั้งเดิม อย่าง การสรงน้ำพระที่นำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข

ตำนานวันสงกรานต์

ประวัติวันสงกรานต์

การกำเนิดวันสงกรานต์ มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาโดยใจความจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ ว่า …

เมื่อต้นภัทรกัลป์ มีเศรษฐีคนหนึ่ง มั่งมีทรัพย์มาก แต่ไม่มีบุตร บ้านอยู่ใกล้กับนักเลงสุรา ซึ่งนักเลงสุรานั้นมีบุตร 2 คน ที่ผิวเนื้อดุจดั่งทอง วันหนึ่งนักเลงสุราเข้าไปในบ้านของเศรษฐีผู้นั้น แล้วด่าด้วยถ้อยคำที่หยาบคายต่างๆ นานๆ เศรษฐีเมื่อได้ฟังแล้วจึงถามว่า

พวกเจ้ามาพูดหยาบคายดูหมิ่นเราผู้เป็นเศรษฐีเพราะเหตุใด

พวกนักเลงสุราจึงตอบว่า

ท่านมีสมบัติมากมายแต่หามีบุตรไม่ เมื่อท่านตายไป สมบัติก็จะอันตรธานไปมหด หาประโยชน์อันใดมิได้ เพราะขาดทายาทผู้ปกครอง ข้าพเจ้ามีบุตรถึง 2 คน อีกทั้งรูปร่างงดงามเสียด้วย ข้าพเจ้าจึงดีกว่าท่าน 

เศรษฐีครั้นได้ฟังก็เห็นจริงด้วย จึงเกิดความละอายต่อนักเลงสุรายิ่งนัก นึกใคร่อยากได้บุตรบ้าง จากนั้นได้ทำการบวงสรวงพระอาทิตย์และพระจันทร์ ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อขอให้มีบุตร เมื่ออยู่ถึง 3 ปี ก็มิได้มีบุตรตามที่ปราถนา 

เมื่อขอบุตรจากพระอาทิตย์และพระจันทร์มิได้ตามดังที่ปราถนา อยู่มาวันหนึ่งเมื่อถึงฤดูคิมหันต์ จิตรมาส (เดือน 5) โลกสมมติว่าเป็นวันมหาสงกรานต์ คือ พระอาทิตย์ยกจากราศีมีนประเวสสู่ราศีเมษ ผู้คนทั้งหลายต่างพากันเล่นนักขัตฤกษ์อันเป็นการรื่นเริงขึ้นปีใหม่ไปทั่วทั้งชมพูทวีป ขณะนั้น เศรษฐีจึงพาข้าทาสบริวารไปยังต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำอันเป็นที่อยู่แห่งปักษีชาติทั้งหลาย เอาข้าวสารซาวน้ำ 7 ครั้งแล้วหุงบูชา รุกขพระไทร พร้อมด้วยสูปพยัญชนะอันประณีต และประโคมด้วยดุริยางค์ดนตรีต่างๆ ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตรจากรุกขพระไทร รุกขพระไทรมีความกรุณา เหาะไปขอบุตรกับพระอินทร์ให้กับเศรษฐี

ต่อมา พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลเทวบุตรลงไปปฏิสนธิในครรภ์ บิดามารดาจึงขนานนามว่า ธรรมบาลกุมาร แล้วปลูกปราสาทขึ้นให้กุมารอยู่ใต้ต้นไทรริมสระฝั่งแม่น้ำนั้น ครั้นเมื่อกุมารเจริญขึ้นก็รู้ภาษานกและเรียนจบไตรเพทเมื่อมีอายุได้ 8 ขวบ อีกทั้งยังได้เป็นอาจารย์บอกมงคลการต่างๆ แก่มนุษย์ชาวชมพูทวีปทั้งปวง ซึ่งขณะนั้น โลกทั้งหลายนับถือท้าวมหาพรหม มีกบิลพรหมองค์หนึ่งได้แสดงมงคลการแก่มนุษย์ทั้งปวง เมื่อกบิลพรหมได้แจ้งเหตุที่ธรรมกุมารเป็นผู้มีชื่อเสียง เป็นที่นับถือของมนุษย์ชาวโลกทั้งหลาย จึงได้ลงมาถามปัญหาแก่ธรรมกุมาร 3 ข้อ ดังความว่า 

  1. เวลาเช้า สิริ คือ ราศีอยู่ที่ไหน
  2. เวลาเที่ยง สิริ คือ ราศีอยู่ที่ไหน
  3. เวลาเย็น สิริ คือ ราศีอยู่ที่ไหน

และท้าวกบิลพรหมได้ให้สัญญาว่า ถ้าท่านแก้ปัญหา 3 ข้อนี้ได้ เราจะตัดศีรษะมาบูชาท่าน ถ้าท่านแก้ไม่ได้ เราจะตัดศีรษะของท่านเสีย ธรรมกุมารรับสัญญา แต่ผลัดแก้ปัญญาไป 7 ท้าวกบิลพรหมก็กลับไปยังพรหมโลก

ฝ่ายธรรมบาลกุมารพิจารณาปัญหานั้นล่วงไปได้ 6 แล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นอุบายที่จะตอบปัญหาได้ จึงคิดว่าพรุ่งนี้แล้วหนอที่เราจะต้องตายด้วยอาญาของท้าวกบิลพรหม เราหาต้องการไม่ จำจะหนีไปซุกซ่อนตนเสียดีกว่า เมื่อคิดแล้วก็ลงจากปราสาท ออกเที่ยวนอนที่ต้นตาล 2 ต้นซึ่งมีนกอินทรี 2 ตัวผัวเมียทำรังอยู่บนต้นตาลนั้น

ขณะที่ธรรมบาลกุมารนอนอยู่ใต้ต้นตาลนั้นพลางได้ยินเสียงนางนกอินทรีถามผัวว่า พรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารที่ไหน นกอินทรีตัวผู้จึงตอบว่า พรุ่งนี้ครบ 7 วันที่ท้าวกบิลพรหมถามปัญหาแก่ธรรมบางกุมาร แต่หากธรรมบาลกุมารแก้ไม่ได้ ท้าวกบิลพรหมก็จะตัดศีรษะเสียตามสัญญา เราทั้ง 2 จะได้กินเนื้อมนุษย์ คือ ธรรมบาลกุมารเป็นอาหาร นางนกอินทรีจึงถามว่า ท่านรู้ปัญหาหรือ ผู้ผัวตอบว่ารู้ แล้วก็เล่าให้นางนกอินทรีฟังตั้งแต่ต้นจนปลายว่า

  1. เวลาเช้า ราศีอยู่ที่ หน้า คนทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า
  2. เวลาเที่ยง ราศีอยู่ที่ อก คนทั้งหลายจึงเอาน้ำและแป้งกระแจะจันทร์ลูกไล้ที่อก
  3. เวลาเย็น ราศีอยู่ที่ เท้า คนทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้า

ธรรมบาลกุมารที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้ได้ยินการสนทนาของทั้งสองก็จำได้ จึงมีความโสมนัส ปีติ ยินดีเป็นอันมาก จึงเดินทางกลับมาที่ปราสาทของตน ครั้นถึงวาระเป็นคำรบ 7 วันตามสัญญา ท้าวกบิลพรหมก็ลงมาถามปัญหาทั้ง 3 ข้อตามที่นัดหมายกันไว้ ธรรมบาลกุมารก็วิสัชนาแก้ปัญหาทั้ง 3 ข้อตามที่ได้ฟังมาจากนกอินทรีนั้น ท้าวกบิลพรหมยอมรับว่าถูกต้อง และยอมแพ้แก่ธรรมบาล จำต้องตัดศีรษะของตันบูชาตามที่สัญญาไว้ แต่ก่อนที่จะตัดศีรษะ ได้เรียกธิดาทั้ง 7 อันเป็นบาทบริจาริกาของพระอินทร์ คือ

  1. นางทุงษะเทวี
  2. นางรากษเทวี
  3. นางโคราคเทวี
  4. นางกิริณีเทวี
  5. นางมณฑาเทวี
  6. นางกิมิทาเทวี
  7. นางมโหธรเทวี
ประวัติวันสงกรานต์

อันโลกสมมติว่าเป็นองค์มหาสงกรานต์กับทั้งเทพบรรษัทมาพร้อมกัน จึงได้บอกเรื่องราวให้ทราบและตรัสว่า พระเศียรของเรานี้ ถ้าตั้งไว้บนแผ่นดินก็จะเกิดไฟไหม้ไปทั่วโลกธาตุ ถ้าจะโยนขึ้นไปบนอากาศฝนก็จะแล้ง เจ้าทั้ง 7 จงเอาพานมารองรับเศียรของบิดาไว้เถิด ครั้นแล้วท้าวกบิลพรหมก็ตัดพระเศียรแค่พระศอส่งให้นางทุงษะเทวีธิดาองค์ใหญ่ในขณะนั้น โลกธาตุก็เกิดโกลาหลอลเวงยิ่งนัก

เมื่อนางทุงษะมหาสงกรานต์นำพานมารองรับพระเศียรของท้าวกบิลพรหม แล้วให้เทพบรรษัทแห่ประทักษิณเวียนรอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที จากนั้นจึงเชิญเข้าประดิษฐานไว้ในมณฑป ณ ถ้ำคันธุลี เขาไกรลาศ กระทำการบูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่างๆ ต่อมาพระวิษณุกรรมเทพบุตรได้เนรมิตโลงแก้ว อันประกอบไปด้วยแก้ว 7 ประการ แล้วให้เทพยดาทั้งหลายนำมาซึ่งเถาฉมุนาตลงล้างน้ำในสระอโนดาต 7 ครั้ง แล้วแจกกันสังเวยทั่วทุกๆ พระองค์ ครั้นได้วาระครบกำหนด 365 วัน โลกสมมติว่าปีหนึ่งเป็นวันสงกรานต์ เทพธิดาทั้ง 7 ก็ทรงเทพพาหนะต่างๆ ผลัดเปลี่ยนเวียนมาเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมออกแห่ พร้อมด้วยเทพบรรษแสนโกฏิประทักษิณเวียบรอบเขาพระสุเมรุราชบรรษัทเป็นเวลา 60 นาที แล้วจึงนำกลับไปประดิษฐานไว้ตามเดิม ซึ่งในแต่ละปีก็จะมีนางสงกรานต์แต่ละนางมาทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันตามวันมหาสงกรานต์


วันจักรี 6 เมษายน ประวัติวันจักรี วันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

วันจักรี (Chakri Memorial Day) 

ตรงกับวันที่ 6 เมษายนของทุกปี อันเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงเสด็จปราบดาภิเษกขี้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีและเป็นวันครบรอบการก่อตั้งราชวงศ์จักรี ในวันนี้จึงถือเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งที่พวกเราชาวไทยควรให้ความระลึกถึง กว่าจะมาเป็นสยามได้ในทุกวันนี้

DSC_0704_Cover-620x392

ความสำคัญของวันจักรี

วันจักรี (Chakri Memorial Day) คือ วันที่ระลึกถึงมหาจักรีบรมราชวงศ์ เป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี อีกทั้งยังเริ่มก่อสร้างพระนครแห่งใหม่ในนาม กรุงเทพมหานครบวรรัตนโกสินทร์ ที่นับว่าเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ถัดจากกรุงธนบุรี ซึ่งเมื่อครั้งที่กรุงธนบุรีเป็นราชธานีนั้น มีอาณาบริเวณรวมทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้เป็นเมืองหลวงที่มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเปลี่ยนนามใหม่ จาก กรุงเทพมหานครบวรรัตนโกสินทร์เป็น กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ ซึ่งช่วงเวลาตั้งแต่ก่อตั้งกรุงเทพมหานครฯ เมื่อปี พ.ศ. 2325 มักเรียกกันว่า สมัยรัตนโกสินทร์ เช่นเดียวกันกับที่เคยเรียกยุคสมัยที่ผ่านมาในสยาม โดยพระเจ้าแผ่นดินในสมัยรัตนโกสินทร์นี้ได้สืบสันตติวงศ์ต่อเนื่องกันมาในราชวงศ์เดียวกันจนถึงปัจจุบัน มี 9 รัชกาล รวมระยะเวลาแล้วกว่า 234 ปี

จากบันทึกตามประวัติศาสตร์ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระบรมรูปของบูรพมหากษัตริย์ 4 พระองค์ (รัชกาลที่ 1 – รัชกาลที่ 4) ขึ้นประดิษฐานเอาไว้สำหรับให้พระมหากษัตริย์พระองค์ต่อๆ ไป ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปได้ถวายความเคารพสักการะ เพื่อเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นธรรมเนียมปีละหนึ่งครั้ง และได้โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปประดิษฐานยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ต่อมาก็ได้มีการเปลี่ยนสถานที่ประดิษฐานหลายต่อหลายครั้ง

จนมาถึงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เคลื่อนย้ายพระบรมรูปของบูรพมหากษัตริย์ 4 พระองค์มาไว้ ณ ปราสาทเทพบิดร ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับพระบรมรูปของรัชกาลที่ 5 พระชนกชาถ ซึ่งพระที่นั่งสำหรับประดิษฐานพระบรมรูปองค์นี้ รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดให้ซ่อมแซมจากพุทธปรางค์ปราสาทเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และได้พระราชทานพระนามว่า ปราสาทเทพบิดร โดยได้มีการซ่อมแซ่มและประดิษฐานพระบรมรูปทั้ง 5 รัชกาลแล้วเสร็จในเดือนเมษายน พ.ศ. 2461 จากนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการประกาศตั้งพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมรูปขึ้นในวันที่ 6 เมษายนปีเดียวกัน อีกทั้ยังโปรดให้เรียกวันที่ 6 เมษายนนี้ว่า วันจักรี


ประวัติวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ Valentine’s Day

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

ประวัติวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ Valentine’s Day



กุมภาพันธ์ 
เป็นเดือนที่อบอวลไปด้วยความสุขการแสดงถึงความรัก ความห่วงใยถึงคนที่ เราปรารถนาดีและอยากให้เขามีความสุข และเป็นที่รับรู้กันทั่วโลกว่าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันแห่งความรัก หรือ Valentine’s Day และวันนี้ยังมีคิวปิด หรือกามเทพ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของ วันวาเลนไทน์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด คิวปิดเป็นบุตรของวีนัสและมาร์ส แต่ ชาวกรีกเรียกคิวปิดว่า อีรอส ภาพของ คิวปิดที่มนุษย์โลกปัจจุบันได้รู้จักก็คือภาพเด็กน้อยที่ถือคันธนูและลูกศร มีหน้าที่ยิงศรรักให้ปักใจคน ปัจจุบัน คิวปิดและธนูของเขากลายมาเป็น เครื่องหมายแห่งความรักที่เป็นที่รู้จัก มากที่สุด และความรักของเขามีกล่าวถึงบ่อยในภาพของ การยิงศรรัก ระหว่าง หัวใจสองดวงให้รักกัน เรียกกันว่า ศรรักคิวปิด เราจึงมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยว กับประวัติความเป็นมาและความสำคัญ ของวันนี้กันค่ะ

 

ประวัติวันวาเลนไทน์ (Valentine’s Day)

เทศกาลวาเลนไทน์ (Valentine’s Day) เริ่มมีขึ้น ตั้งแต่ยุคที่จักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ ในยุคนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถูกจัดให้เป็นวันหยุดเพื่อเป็นเกียรติแต่เทพเจ้าจูโนผู้เป็น จักรพรรดินีแห่งเทพเจ้าโรมัน นอกจาก นี้แล้วพระองค์ยังทรงเป็นเทพเจ้าแห่ง อิสตรีเพศและการแต่งงานและในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เป็นวันเริ่มต้นเทศกาล เฉลิมฉลองแห่งลูเพอร์คาร์เลีย การดำเนินชีวิตของหนุ่มสาวจะ ถูกตัดขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง

ในรัชสมัยของ จักรพรรดิคลอดิอัส ที่ 2 (Emperor Claudius II) แห่ง กรุงโรม พระองค์ ทรงเป็นกษัตริย์ที่มี ใจคอดุร้ายและทรงนิยม การ ทำสงครามนองเลือด ได้ทรงตระหนักว่าเหตุที่ ชายหนุ่มส่วนมากไม่ประสงค์จะเข้าร่วม ในกองทัพเนื่องจากไม่อยากจากคู่รัก และครอบครัวไป จึงทรงมีพระราชโอง การสั่งห้ามมิให้มีการจัดพิธีหมั้นและ แต่งงานกันในโรมโดยเด็ดขาด ทำให้ ประชาชนทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง

และขณะนั้น มีนักบุญรูปหนึ่งนามว่า เซนต์วาเลนไทน์ หรือวาเลนตินัส ซึ่งอาศัยอยู่ในโรมได้ ร่วมมือกับเซนต์มาริอัสจัดพิธีแต่งงานให้กับ ชาวคริสต์หลายคู่ และด้วยความปรารถนาดีนี้เองจึงทำให้วาเลนไทน์ถูกจับและระหว่างนี้ก็ยังคงส่งคำอวยพรวาเลนไทน์ ของเขาเองขณะที่เขาเป็นนักโทษ เป็นความเชื่อว่าวาเลนไทน์ได้ตกหลุมรักหญิง สาวที่เป็นลูกสาวของผู้คุมที่ชื่อจูเลีย ซึ่งได้มาเยี่ยมเขาระหว่างที่ถูกคุมขัง ในคืนก่อนที่วาเลนไทน์จะสิ้นชีวิตโดยการถูกตัดศีรษะ เขาได้ส่งจดหมายฉบับ สุดท้ายถึงจูเลีย โดยลงท้ายว่า “From Your Valentine”

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หลังจากนั้นศพของเขาได้ถูก เก็บไว้ที่โบสถ์ พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุม ศพของวาเลนตินัส แด่ผู้เป็น ที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทน แห่งรักนิรันดรและมิตรภาพ อันสวยงาม และคำนี้ก็เป็นคำที่ใช้มา จนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าเบื้อง หลังความเป็นจริงของวาเลนไทน์จะเป็นตำนานที่มืดมัว แต่เรื่องราวยังคงแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกสงสาร ความกล้าหาญและที่สำคัญที่สุดเป็นเครื่องหมาย ของความโรแมนติค จึงไม่น่าประหลาดใจ เลยว่าในช่วงยุคกลางวาเลนไทน์เป็นนักบุญ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอังกฤษและฝรั่งเศส

ต่อมาพระในนิกายโรมันคาทอลิกจึงเลือกให้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันเฉลิมฉลอง เทศกาลวันแห่งความรักและดูเหมือนว่ายัง คงเป็นธรรมเนียมที่ชายหนุ่มจะเลือก หญิงสาวที่ตนเองพึงใจในวันวาเลนไทน์ (Valentine’s Day) สืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้

วันวาเลนไทน์ หรือ Valentine’s Day ในแต่ละประเทศจะมีประเพณีหรือการ ปฏิบัติที่แตกต่างกันบ้าง แต่โดยรวมแล้ว จะมีการเฉลิมฉลองและเป็นการแสดงถึง ความรักที่มีระหว่างกัน ต่อมาเมื่อความ เจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทางด้าน การพิมพ์เข้ามาเกี่ยวข้องมีการพิมพ์บัตร อวยพรโดยเข้ามาแทนที่จดหมายที่ เขียนด้วยลายมือ และปัจจุบันก็มีการส่ง บัตรอวยพรทางออนไลน์เพื่อแสดงถึงความ ก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ช่วย ให้คนที่ต้องการแสดงความรักความห่วงใย ถึงคนที่รักได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ประวัติวันวาเลนไทน์ นี้ เป็นเรื่องที่เล่าต่อๆกันมา จนถึงปัจจุบัน เท่าที่ค้นหามาได้นี้เป็นเพียง หนึ่งในหลายๆเรื่องเท่านั้น แต่ไม่ว่าประวัติ ที่แท้จริง จะเป็นอย่างไรก็ตาม ใน ปัจจุบัน นี้เราได้ถือว่าวันวาเลนไทน์ เป็น วันสำคัญวันหนึ่งในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว คุณสามารถส่งดอกไม้ ขนมและ การ์ด เพื่อบอกความนัยให้แก่คนพิเศษ ของคุณ วันนี้จะเป็นวันที่เราส่งความรู้สึก ดีๆให้แก่กัน…

 

20 เรื่องที่ควรจะรู้ไว้เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์

20  เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์

 

1. วันวาเลนไทน์เกิดขึ้นระลึกถึงนักบุญเซนต์วาเลนไทน์ (Saint Valentine) ผู้รับโทษประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 เพราะในยุคนั้นมีกฏหมายห้ามไม่ให้มีแต่งงานของพวกคริสเตียน แต่เซนต์วาเลนไทน์ยังแอบจัดงานแต่งงานให้กับคู่รักคริสเตียนจนถูกจับขังและ รับโทษ โดยในขณะที่ถูกคุมขังนั้น เขาก็พบรักกับสาวตาบอดซึ่งเป็นลูกสาวของผู้คุม ด้วยความรักและคำอธิษฐานของเขา พระเจ้าได้ทรงโปรดให้ตาของสาวคนรักหายเป็นปกติ แต่เมื่อความนี้ล่วงรู้ถึงหูกษัตริย์ เซนต์วาเลนไทน์จึงถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศรีษะ ต่อมาเมื่อคนทั่วไปทราบเรื่องราวจึงเกิดความประทับใจและยึดถือเอาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น วันแห่งความรัก นั่นเอง

2. คนที่ฟ้าส่งมาให้รักเรามากที่สุดคือ พ่อแม่ เป็นรักไม่มีวันหมดอายุ ไม่มีเงื่อนไข เพราะต่อให้เราอ้วน น่าเกลียด พิการ ทำตัวงี่เง่ายังไง พ่อแม่ก็ยังรักและพร้อมจะเสียสละเพื่อเราเสมอ ดังนั้นในวันวาเลนไทน์ จึงอยากใหคุณๆ ทำดีต่อคุณพ่อคุณแม่ให้มากๆ นะคะ

3. คนที่ไม่มีแฟนไม่ใช่คนอาภัพน่าสงสารในวันวาเลนไทน์ เพราะคนโสดก็มีความรักได้ และคนที่น่าสงสารที่สุดก็คือคนที่ไม่มีความรักในหัวใจต่างหากล่ะ อีกอย่าง…คนที่มีแฟน แต่แฟนห่วยแตก ชีวิตเหมือนถูกขังให้ทรมานไปวันๆ น่าสงสารกว่าคนโสดเป็นไหนๆ

4. จากการสำรวจพบว่าในวัยเรียน เด็กคอซอง คนที่ให้ของขวัญบอกรักกันมากที่สุดในวันวาเลนไทน์ ไม่ใช่ คู่รัก แต่เป็น เพื่อน ดังนั้นอย่าเครียดไปเลยที่แม้ว่าจะยังไม่มีแฟนมาควงแขนอวดใครในวันวาเลนไทน์ เพราะถึงยังไง เราก็ยังมีเพื่อนมากมายที่มอบความรักต่อกันได้อยู่นะ

5. กุหลาบราคาแพงไม่ได้แสดงว่าเค้ารักเรามากจริงๆ ดังนั้นอย่าไปเชื่อคำพูดของใครว่า รักเรามาก เพียงเพราะเค้าให้ดอกกุหลาบราคาแพงหูฉี่ เรื่องแบบนี้อยู่ที่ใจล้วนๆ

6. ครูที่ปรึกษาหลายท่านร้องไห้ด้วยความทราบซึ้ง เมื่อลูกศิษย์ประจำห้องมอบดอกกุหลาบวันวาเลนไทน์ให้ท่านคนละดอก ลองวางแผนเซอร์ไพร้ส์ครูดูไหมล่ะ ให้เพื่อนๆ เอาดอกไม้ไปไหว้ครูพร้อมๆ กัน ได้เห็นครูน้ำตาร่วงเพราะซึ้งใจชัวร์ดิ

7. เมื่อเธอมองรอบตัว จะพบสิ่งมีชีวป็นผู้ให้ความรักแก่พวกเขา มีเมตตาแก่พวกเขาดู แล้วเธอจะเต็มอิ่มไปด้วยรักในหัวใจ

8. คนที่ได้ดอกกุหลาบมากที่สุด ไม่ได้หมายความว่าคนๆ นั้นจะมีความรักที่น่าอิจฉาที่สุด ตรงกันข้าม คนที่ไม่ได้ของขวัญวาเลนไทน์ซักชิ้น อาจจะมีรักที่น่าอิจฉาที่สุดเลยก็เป็นได้

9. ของขวัญวาเลนไทน์ที่มีค่าที่สุด อาจลงทุนน้อยที่สุด เช่น การ์ดที่ตั้งใจทำกับมือ ดาวกระดาษที่พับมาเป็นเดือนๆ หรือของราคาถูกแต่ตั้งใจหาซื้อมาด้วยใจ เพราะฉะนั้น อย่าตีค่าความรักของใครด้วยราคาของขวัญที่เค้าให้ เราดูที่การกระทำดีกว่านะ ก็มีค่ายิ่งใหญ่สุดๆ แล้ว

10. เดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก กลับเป็นเดือนที่มีวันน้อยที่สุดของปี บอกให้เรารู้ว่า ความรักจะสั้นหรือยาวไม่ได้อยู่ที่วันเวลาที่คบกันมา แต่อยู่ที่การทำทุกนาทีให้มีค่าร่วมกันนะจ๊ะ

11. วันวาเลนไทน์ไม่ใช่วันเสียตัวแห่งชาติ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะกลายเป็นแฟชั่นแปลกๆ ไปแล้วว่าวาเลนไทน์โรงแรมม่านรูดจะต้องเต็ม! ไม่เวิร์คเลย เพราะที่สุดแล้ว คนที่จะต้องมานั่งเสียใจในภายหลังก็คือเราคนเดียวเท่านั้น การมีอะไรกันไม่ได้บ่งบอกว่ารักกันเสมอไป ควรมีเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

12. วันวาเลนไทน์ แม้จะตื่นเต้นยังไง ก็ยังต้องเรียนหนังสือ ไม่ใช่เอาแต่เหม่อมองรอคอยใครมาให้ดอกไม้ หรือร่าเริงโดดเรียนไปเที่ยวซะงั้น บางคนพอถึง วันวาเลนไทน์ สติแตก เอาแต่วางแผนว่าจะเซอร์ไพร้ส์แฟนยังไง ทำอะไรบ้าง สรุป วันนี้สอบตกเพราะไร้สติโดยสิ้นเชิงล่ะ

13. คนโสดก็มีวาเลนไทน์ที่อบอุ่นได้แค่เพียงรักตัวเอง ขอให้จำไว้เลยว่า แค่เพียงเราใช้วันวาเลนไทน์เป็นวันที่เราดูแลสุขภาพร่างกาย มอบความรัดให้ตัวเอง เราก็จะเป็นผู้หญิงที่น่าอิจฉาที่สุดได้อยู่แล้ว

14. อย่าเสียเงินไปซื้อดอกไม้หรือตุ๊กตามาเดินถือ เพียงเพราะกลัวขายหน้าที่ยังไม่มีใครให้ของขวัญวาเลนไทน์ มันเป็นอะไรที่ไร้สาระมากๆ เพราะการเดินมือเปล่าในวันวาเลนไทน์ไม่ใช่เรื่องน่าอายซักกะหน่อย ถ้ารวยนักละก็ เอาเงินไปบริจาคให้เด็กยากจนดีกว่านะ

15. ถ้าอยากให้ของขวัญวาเลนไทน์ที่อยู่นานๆ ต้นไม้ในกระถางก็น่ารักดี ดีกว่าดอกไม้ราคาแพงหูฉี่ แต่สามวันเน่า ลองไปหาซื้อไม้ใบ ไม้ดอกสวยๆ เอามามอบให้กัน ราคาถูกกว่า แถมอยู่ได้นานกว่าด้วย อีกอย่างมันก็มีความหมายเป็นนัยๆ ว่า รักของเราจะมั่นคงยาวนาน เหมือนต้นไม้ที่เติบโตและไม่เหี่ยวเฉาง่ายๆ ถ้าได้รับการดูแลอย่างดีนะจ๊ะ

16. ผู้ชาย 55 เปอร์เซ็นต์มองว่าการให้ดอกไม้วาเลนไทน์เป็นเรื่องไร้สาระบางคนถือว่าการให้ดอกไม้ผู้หญิงเป็นพวกเชยระเบิด ถ้าจะต้องทำเซอร์ไพร้ส์ให้เราวันวาเลนไทน์ เพราะความรักของเค้าอาจจะไม่ได้โฟกัสที่ตรงจุดนั้น

17. สิ่งที่จะทำให้ผู้ชายซึ้งใจและรักเรามากคือความเข้าใจ ไม่ใช่ของขวัญวาเลนไทน์ราคาแพง เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นเลยที่เราจะต้องอดข้าว อดน้ำเพื่อซื้อของราคาแพงเกินตัวให้เค้า ถ้าเค้ารักเราจริง เค้าคงไม่สบายใจที่เห็นเราต้องทรมานตัวเองแบบนั้นหรอกนะ ความเข้าใจในตัวของเค้าและอยู่กับเค้าโดยสร้างความสุขให้กันได้ทุกวัน สำคัญสุดแล้ว

18. โลกของเราก็อยากได้ของขวัญวาเลนไทน์จากเธอ ลองหันมารักโลก ทำสิ่งดีๆ ให้โลกกันดูไหม เช่น ปลูกต้นไม้ สัญญากับตัวเองว่าจะลดการใช้ถุงพลาสติก ประหยัดไฟ ประหนัดน้ำ ฯลฯ แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ

19. ความสำคัญของการมีแฟนไม่ได้อยู่ที่มีคนเดินด้วยในวันวาเลนไทน์เท่านั้น ฉะนั้นอย่าคิดโง่ๆ แค่ว่า อยากมีแฟนเพราะจะได้มีคนมาเดินข้างๆ ในวันวาเลนไทน์ จนต้องรีบควานหาเอาใครก็ได้มาเคียงคู่ เพียงเพราะว้อนท์อยากมีแฟนใจจะขาด แบบนั้นเธอเสี่ยงจะเจอรักคุดหรือรักสุดอะเฟดได้

20. เราสามารถมีวันวาเลนไทน์ได้ทุกวัน แค่เพียงทำทุกวันให้เป็นวันแห่งความรัก ดูแลกันและกันทุกวัน ใส่ใจกันทุกวัน แล้วเธอก็จะพบว่า ไม่ว่าวันไหน โลกก็เป็นสีชมพูได้ แค่เพียงยังมีกันและกันอยู่เสมอ

 

ทำไมวันวาเลนไทน์ ถึงให้ ช็อกโกแลต

วาเลนไทน์ ช็อกโกแลต

สงสัยกันมั้ยคะ ว่าของขวัญที่มอบให้กันในวันวาเลนไทน์ นอกจากดอกกุหลาบ แล้ว ทำไมถึงนิยมมอบ Chocolate ให้กัน?!?!?!

เค้า ว่ากันว่า…ในยุคโรมันที่นักบุญวาเลนไทน์ได้เสียชีวิตนั้น ช็อคโกแลตยังเป็นของหายากจึงเป็นสิ่งที่มีค่าที่คนรักจะมอบแทนใจให้กันได้ จึงส่งไปพร้อมการ์ดและดอกไม้ ซึ่งสื่อความหมายของความรักมาแต่ไหนแต่ไรแล้วก็ได้ และอาจจะรวมไปถึง การที่ช็อคโกแลตเคยเป็นสัญลักษณ์ของ เสรีภาพ มิตรภาพ และสันติภาพ ในช่วงที่ สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงด้วยก็ได้ หรืออาจมาจากการที่ช็อกโกแลตนั้น สามารถช่วยกระตุ้นอารมณ์รักได้ด้วย เพราะมีเรื่องเล่าขานกันมาว่า นายมองเตชูมา นักรบผู้พิชิตแห่งสเปน มักจะดื่มช็อกโกแลตเป็นประจำเสมอ ก่อนไปหาเหล่าสาวๆในฮาเร็มของเขาค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อให้ช่วยกระตุ้นอารมณ์รักค่ะ

นอกจากช็อคโกแลตจะเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพและมิตรภาพแล้ว ช็อคโกแลตยังมีประโยชน์อีกมากมายเลยล่ะค่ะ

ในตัวช็อกโกแลตนั้น มีส่วนประกอบสำคัญเรียกว่า Flavonoid เป็นสารซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันการก่อตัวของไขมันในเส้นเลือดป้องกันโรคหัวใจและการเกิดมะเร็ง ที่สำคัญยังช่วยให้แก่ช้าด้วยนะคะ นอกจากนี้ในช็อคโกแลตยังมีสารบางชนิดไปกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเคมีแห่งความ สุขที่ชื่อเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ออกมา ซึ่งจะช่วยลดความเครียดและทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นด้วยค่ะ

เมื่อเห็นข้อดีของ Chocolate แบบนี้แล้ว ไม่ใช่ว่าจะรีบไปหาซื้อมากินกันซะเยอะเกินพิกัดนะคะ หรือถ้าใครที่ได้รับ Chocolate ในวันวาเลนไทน์หลาย ก้อน ก็เก็บไว้กินวันอื่นๆบ้างนะคะ เพราะถ้ากินเยอะเกิน เดี๋ยวความอ้วนจะถามหา แนะนำ Dark Chocolate แบบ Low fat ค่ะ ซื้อไว้กินเพื่อสุขภาพกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://amerainy.exteen.com/20070209/valentine-chocolate


บริษัท คิว คอมแพค จำกัด

21/20 ถนนมาเจริญ แขวงหนองแขม         เขตหนองแขม กรุงเทพฯ 10160              โทร 02-812-2204                     ฝ่ายขาย 086-355-4512 คุณปุ๊ก               เพิ่มเพื่อน