Category Archives: ข่าวสาร

การปนเปื้อนสารพิษในอาหารทะเล ช่วยการันตีความปลอดภัย

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

ความปลอดภัยในอาหารทะเลเป็นเรื่องที่เราควรจะต้องกังวลไว้บ้าง นอกจากการปนเปื้อนของแบคทีเรียก่อโรคอย่าง Vibrio หรือ Clostridium แล้ว ยังมีการปนเปื้อนจากสารพิษด้วย อย่างเช่นหอยที่มีโอกาสปนเปื้อน biotoxin จากทะเล หรือปลาบางสายพันธุ์ เช่น ทูน่า ซาร์ดีน หรือแมคเคอเรล ก็มีโอกาสสร้างสารพิษที่มีชื่อว่าฮิสทามีน ในระหว่างที่เนื้อของมันกำลังเสื่อมสภาพ

สารพิษมีโอกาสปนเปื้อนในอาหารทะเล

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับสารพิษในอาหารทะเลกันก่อน นอกจากฮิสทามีนแล้ว สารพิษส่วนใหญ่จะถูกสร้างขึ้นมาจากสาหร่ายขนาดเล็ก (microalgae) ตามธรรมชาติ ซึ่งโดยทั่วไปก็ไม่ได้เป็นอันตรายอะไร เว้นแต่จะมีปริมาณมากจากการเกิด algae bloom หรือที่เรียกกันในภาษาไทยว่าสาหร่ายสะพรั่ง อันเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน ยิ่งอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ โอกาสเกิด algae bloom ก็ยิ่งจะถี่ขึ้น สารพิษนี้จะสะสมเพิ่มขึ้นๆ จนถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตที่กินอาหารทะเลอย่างหอย กุ้ง ปู เข้าไป

การทดสอบสารพิษในอาหารทะเลเป็นเรื่องจำเป็น

สารพิษในอาหารทะเลเหล่านี้มีผลตั้งแต่ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ จนอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แม้แต่กระบวนการฆ่าเชื้อก็ไม่สามารถกำจัดสารพิษที่ปนเปื้อนมากับวัตถุดิบอาหารทะเลเหล่านี้ออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมันค่อนข้างที่จะทนความร้อนได้ดี มองด้วยตาเปล่าก็ไม่เห็น ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารทะเลเหล่านี้จึงต้องมีมาตรการการทดสอบทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มงวดเพื่อให้แน่ใจว่ามีการปนเปื้อนหรือไม่

วิธีการทดสอบนั้นมีหลายประเภทขึ้นกับความต้องการ

สารพิษจากอาหารทะเลนั้นมีหลายประเภท จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผู้ผลิตในการจะหาวิธีการทดสอบวัตถุดิบอาหารทะเลเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม ให้ผลเป็นที่น่าเชื่อถือ และใช้งานสะดวก ซึ่งอันที่จริงแล้ววิธีการทดสอบมีอยู่หลายวิธีด้วยกันตามแต่ประสิทธิภาพที่เราต้องการ

เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการทดสอบสารพิษจากอาหารทะเล ได้แก่ lateral flow immunoassay (LFA) ที่ว่ากันว่าง่ายเหมือนชุดตรวจครรภ์เลยทีเดียว โดยชุดทดสอบจะมีแถบเส้นปรากฏขึ้นมาหากพบสารพิษในอาหารทะเลโดยใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที กลไกการทำงานก็ไม่ซับซ้อนมาก โดยตัวอย่างที่เตรียมไว้จะวิ่งขึ้นไปตามรีเอเจนต์ซึ่งมีแอนติบอดี้ที่จำเพาะกับสารพิษเป้าหมายอยู่ หากมีสารพิษอยู่ในตัวอย่างแล้วก็จะเกิดปฏิกิริยาเคมีทำให้ปรากฏเป็นแถบเส้นขึ้นมาบนแท่งทดสอบ ซึ่งก็จะทำให้รู้ได้ทันทีว่าตัวอย่างอาหารทะเลนั้นมีสารพิษปนเปื้อน โดยปกติก็จะใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที ตั้งแต่เริ่มต้นจนได้ผลลัพธ์

แต่บางทีวิธีการตีความด้วยตาเปล่าแบบข้างต้นอาจจะให้ผลที่คลาดเคลื่อนได้ ดังนั้น หลายบริษัทจึงเลือกใช้ตัวอ่านแบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาแทนที่ เพื่อใช้อ่านผลลัพธ์แทนสายตาคนเรา แถมมันยังสามารถเชื่อมต่อเน็ตเวิร์คและจัดเก็บข้อมูลผลการทดสอบได้ จะเรียกข้อมูลมาดูเมื่อไรก็ไม่ใช่เรื่องยาก และเมื่อชุดทดสอบมีขนาดเล็ก ก็สามารถพกพาไปทดสอบบนเรือได้อย่างง่ายดาย

แต่หากผู้ผลิตตต้องการทดสอบตัวอย่างในปริมาณมาก ก็อาจจะนำมาทดสอบบนไมโครเพลท (microwell) ที่สามารถทดสอบได้ถึง 96 ตัวอย่างในเวลาเดียวกัน หรืออาจจะรู้จักกันในชื่อ ELISAs (enzyme-linked immunosorbent assays) ถ้าไม่อย่างนั้นก็อาจจะส่งตัวอย่างมาตรวจการปนเปื้อนสารพิษที่ห้องแล็บด้วยวิธี Liquid Chromatography ก็ย่อมได้เช่นกัน

อย่างที่ทราบกันว่า food safety เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงที่สุดสำหรับผู้ผลิต โดยเฉพาะอาหารทะเลที่มีโอกาสปนเปื้อนสารพิษจากธรรมชาติ รวมทั้งฮิสทามีน การมีวิธีการทดสอบที่มีประสิทธิภาพจึงจะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าผู้บริโภคจะได้รับอาหารที่ปลอดภัยจริงๆ


เตรียมพร้อมรับมือ มาตรฐาน CODEX

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ
เตรียมรับมือมาตรฐานใหม่

จากการประชุม Codex ล่าสุดครั้งที่ 43 มีประเด็นเกี่ยวกับการยกระดับการจัดการความปลอดภัยด้านอาหารที่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่การผลิตอาหาร

ซึ่งได้แก่ 1.ผู้ผลิตขั้นต้น 2.โรงงานแปรรูป 3.ร้านค้าปลีกและร้านอาหาร จะต้องเตรียมพร้อมรับมือ นั่นคือ การที่ CODEX เตรียมประกาศมาตรฐานใหม่ เรื่อง “หลักปฏิบัติสำหรับการจัดการสารก่อภูมิแพ้สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร” เบื้องต้นอาจเริ่มประกาศใช้ประมาณปลายปี 2563 หลังจากร่างมาตรฐานใหม่นี้ถูกเสนอให้มีการจัดทำมาตั้งแต่ปี 2560

โดยสารก่อภูมิแพ้ที่ CODEX ระบุไว้มี 8 กลุ่ม

ได้แก่ 1.ธัญพืชที่มีกลูเตน 2.นมและผลิตภัณฑ์นม 3.ไข่ 4.เมล็ดถั่ว (Tree Nuts) 5.ถั่วลิสง 6.ถั่วเหลือง 7.ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่มีเปลือกแข็ง (เช่น กุ้ง ปู) 8.ซัลเฟอร์ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 10 มก./กก.

มาตรฐานใหม่นี้ จะแตกต่างจากข้อกำหนดที่เคยมีอยู่ในระบบ GMP/HACCP คือ จากเดิมอันตรายที่กำหนดไว้จะได้แก่ อันตรายทางกายภาพ เคมีและจุลินทรีย์ แต่มาตรฐานใหม่ของ CODEX จะเพิ่มสารก่อภูมิแพ้และกำหนดวิธีการควบคุมสารก่อภูมิแพ้ อาทิ – การพิจารณาสารก่อภูมิแพ้ในทุกกิจกรรม – การกำหนดวิธีการทำความสะอาดเครื่องมือเครื่องจักร – การอบรมพนักงาน ตลอดจนพิจารณากฎหมายของแต่ละประเทศและกลุ่มประชากรที่แพ้สารก่อภูมิแพ้ เป็นต้น

สารก่อภูมิแพ้บนฉลาก และสินค้าที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1. อาหารพร้อมทาน 2. อาหารแช่แข็ง 3. กลุ่มนมและผลิตภัณฑ์นม

แม้จะไม่ได้เป็นข้อบังคับทางกฎหมาย แต่หากเกิดกรณีพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ มาตรฐาน CODEX ก็จะถูกหยิบยกมาเป็นเกณฑ์ในการระงับข้อพิพาท นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการในห่วงโซ่การผลิตอาหารจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปฏิบัติให้ได้ตามเกณฑ์ ทั้งนี้ ความปลอดภัยด้านอาหารเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ




ร่างกฎกระทรวง ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

ด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 

โดยออกพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว จากนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้มีการนำเสนอร่างกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 2) 

พ.ศ.2562 จำนวน 3 ฉบับ ดังนี้

1. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ … (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 (การกำหนดประเภท ชนิด และขนาดของโรงงาน)

2. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ … (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 (กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เพิ่มเติมจากเดิม)

3. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ … (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 (กำหนดค่าธรรมเนียมรายปีอัตราใหม่เพิ่มเติมจากเดิม)

ร่างกฎกระทรวงทั้ง 3 ฉบับดังกล่าวข้างต้น ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว โดยเมื่อคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ตรวจพิจารณา ผลของกฎกระทรวงทั้ง 3 ฉบับ จะส่งผลดังนี้

– โรงงานจำพวกที่ 3 ที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) เดิมที่ยังคงสถานะเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 อยู่ในปัจจุบันเฉพาะที่มีเครื่องจักรตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป แต่ไม่เกิน 75 แรงม้า หรือมีคนงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป แต่ไม่เกิน 75 คน จะเปลี่ยนสถานะไปเป็นโรงงานจำพวกที่ 2 โดยปริยายทันที ซึ่งกรณีนี้ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้จะกำหนดให้ถือว่าใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) เดิมเป็นใบรับแจ้ง ฯ (ร.ง.2) ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535

– โรงงานจำพวกที่ 2 ที่มีใบรับแจ้งการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 (ร.ง.2) เดิมที่ยังคงสถานะเป็นโรงงานจำพวกที่ 2 อยู่ในปัจจุบัน (เครื่องจักร 50 แรงม้า หรือมีคนงาน 50 เท่านั้น) จะยังคงสถานะเป็นโรงงานจำพวกที่ 2 ที่มีใบรับแจ้งการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 (ร.ง.2) อยู่เช่นเดิมต่อไป สำหรับโรงงานจำพวกที่ 2 ที่มีใบรับแจ้งการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 (ร.ง.2) เดิมที่มีเครื่องจักรไม่ถึง 50 แรงม้า หรือมีคนงานไม่ถึง 50 คน จะไม่มีสถานะเป็นโรงงานตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562 มีผลใช้บังคับแล้ว เนื่องจากขาดองค์ประกอบคำว่า “โรงงาน” ตามมาตรา 5

 – สำหรับโรงงานจำพวกที่ 1 เดิมจะไม่มีสถานะเป็นโรงงานตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้แล้ว เนื่องจากขาดองค์ประกอบคำว่า “โรงงาน” ตามมาตรา 5

ดังนั้น หากท่านมีข้อกังวลว่าโรงงานของตนเองจะไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ซึ่งอาจทำให้มีปัญหาในการติดต่อราชการหรือในการทำสัญญาต่อเอกชน หรืออาจมีความกังวลต่อการขยายโรงงานในอนาคตแล้ว กรณีนี้สามารถมาดำเนินการให้สถานะความเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 ยังคงอยู่ได้โดยการมาดำเนินการเพิ่มเครื่องจักรจนทำให้มีเครื่องจักรรวมเกินกว่า 75 แรงม้า หรือเพิ่มคนงานจนทำให้มีคนงานรวมเกินกว่า 75 คน ก่อนวันที่ร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภท ชนิด และขนาดของโรงงาน พ.ศ. ….. จะมีผลใช้บังคับแล้ว กรณีนี้หากดำเนินการแล้วจะส่งผลให้โรงงานดังกล่าวยังคงเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 ที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) อยู่เช่นเดิม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-812-2204 คุณปุ๊ก

จึงเรียนมาเพื่อทราบ


Codex เตรียมประกาศมาตรฐานคุมเข้มสารก่อภูมิแพ้ธุรกิจอาหาร แนะผู้ประกอบการเตรียมปรับตัว

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

เร่งประชาสัมพันธ์ผู้ประกอบการ ศึกษาหลักปฏิบัติ พร้อมปรับตัว เพื่อส่งออกสินค้าเกษตรไทยไม่สะดุดในอนาคต


นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า การประชุม Codex Alimentarius Commission ครั้งที่ 43 เดิมมีการกำหนดจัดการประชุมกลางเดือน กรกฎาคม 2563 ณ กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทาง Mr.Guilherme da Costa ประธานคณะกรรมการธิการโคเด็กซ์ จึงได้พิจารณาประชุมคณะกรรมการบริหารโคเด็กซ์ (Executive Commiyyee) ทางออนไลน์แทน เพื่อให้ยังคงดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพิจารณา Critical Review ของร่างมาตรฐาน Codex
โดย Codex ได้ทบทวนมาตรฐานหลักการทั่วไปสำหรับสุขลักษณะอาหาร (General Principles of Food Hygiene (CXC1-1969) and its HACCP Annex) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างหลักการทั่วไปด้านสุขลักษณะอาหารและการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตในธุรกิจอาหาร กำหนดให้ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร (Food Business Operators) ซึ่งครอบคลุมเกษตรกร ผู้ประกอบการผลิตอาหารตลอดห่วงโซ่ต้องเข้าใจและทราบถึงอันตรายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมาตรการที่ใช้เพื่อป้องกันและกำจัดอันตรายเหล่านั้น โดยแบ่งมาตรการเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.การควบคุมทั่วไปด้วยการปฏิบัติที่ดีทางสุขลักษณะ (Good Hygienic Practices GHP) 2.การควบคุมที่เฉพาะเจาะจงกับอันตราย ณ จุดวิกฤตที่ต้องควบคุม และ3.การควบคุมทั่วไปด้วย GHP แต่ขั้นตอนนี้มีความเสี่ยงมากกว่าจุดอื่น จึงอาจเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดหรือการทวนสอบ รวมทั้งได้ปรับประเด็นการใช้น้ำโดยให้ใช้น้ำที่เหมาะสม ตามวัตถุประสงค์การใช้ของแต่ละขั้นตอนการผลิตรวมถึงปรับแก้หลักการ HACCP เพื่อให้เกิดความชัดเจนระหว่างการทดสอบความใช้ได้ (Validation) และการทวนสอบ (Verification)

มาตรฐานนี้หน่วยรับรองในประเทศได้มีการนำไปใช้ตรวจรับรอง และประเทศต่างๆ ได้นำไปใช้อ้างอิงเพื่อออกเป็นกฎหมายของประเทศตนเอง จึงมีผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตอาหาร ขณะเดียวกัน มกอช. ได้ทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติ: หลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะอาหาร (มกษ. 9023-2550) และเรื่อง ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมและแนวทางในการนำไปใช้ (มกษ. 9024-2550) รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติที่ดีทางการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับสากล
ทั้งนี้ Codex เตรียมประกาศมาตรฐานใหม่ เรื่อง “หลักปฏิบัติสำหรับการจัดการสารก่อภูมิแพ้สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร” (Code of Practice on Food Allergen Management for Food Business Operator) ซึ่งครอบคลุมการจัดการสารก่อภูมิแพ้ตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร ได้แก่ ผู้ผลิตขั้นต้น โรงงานแปรรูป ร้านค้าปลีก และร้านอาหาร เพื่อให้มีการป้องกันการปนเปื้อนของสารก่อภูมิแพ้จากเครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้การทำความสะอาด โดยยังเน้นให้มีโปรแกรมการฝึกอบรมพนักงานให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งมาตรฐานนี้จะมีความสำคัญมากในอนาคต และต่อการค้าระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้


อีกทั้ง Codex เตรียมรับรองให้ใช้วัตถุเจือปนอาหาร Xanthan Gum (INS415) และ Pectins (INS440) เป็นสารให้ความข้นเหนียว (Thickener) ในอาหารสำหรับทารกและอาหารทางการแพทย์สำหรับทารกที่ระดับ 0.19 และ 0.2 g ในผลิตภัณฑ์ 100 ml ตามลำดับ
“อย่างไรก็ตาม Codex อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุเจือปนอาหาร ในกรอบการพิจารณาเหตุผลทางเทคโนโลยีการผลิต เพื่อทบทวนการใช้วัตถุเจือปนอาหาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการผลิตอาหารดังกล่าว ฉะนั้น มกอช. ในฐานะหน่วยงานกลางด้านมาตรฐาน ซึ่งเป็นผู้แทนประเทศไทยในการเข้าร่วมการประชุม Codex จะประสานผู้ประกอบการเตรียมข้อมูล เหตุผลความจำเป็นทางด้านเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเสนอต่อ Codex รวมทั้งมีการแจ้งเตือนหาก Codex พิจารณายกเลิกรายการวัตถุเจือปนอาหารที่เคยอนุญาตให้ใช้ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการได้ตระหนัก พร้อมศึกษาและปรับตัวตามหลักปฏิบัติดังกล่าว เพื่อไม่ให้กระทบการส่งออกสินค้าเกษตรไทยในอนาคต”เลขาธิการ มกอช. กล่าว


ตั๊กแตนทะเลทรายบุกไทย หรือไม่ ไปหาคำตอบกันค่ะ

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

จากมีการระบาดจะเกิดความเสียหายรุนแรง รวดเร็วและเป็นบริเวณกว้าง

ตั้งแต่เดือน ม.ค. จนถึงขณะนี้พบการระบาดของฝูงตั๊กแตนในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ 13 ประเทศ ได้แก่ เคนยา เอธิโอเปีย เอริเทรีย โซมาเลีย ซูดานใต้ อูกันดา จิบูตี เยเมน โอมาน ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อินเดีย และปากีสถาน

การระบาดในขณะนี้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์

กองทัพตั๊กแตนบนหลังคาที่พักอาศัยในเมืองชัยปุระ รัฐราชสถาน ของอินเดีย เมื่อเดือน พ.ค.
คำบรรยายภาพ,กองทัพตั๊กแตนบนหลังคาที่พักอาศัยในเมืองชัยปุระ รัฐราชสถาน ของอินเดีย เมื่อเดือน พ.ค.

“ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ฝนในทะเลทรายที่ไม่ค่อยจะมีดันมีต่อเนื่อง พอฝนตกหญ้าขึ้น มีอาหาร ก็จะมีการฟักไข่และโต เป็นรุ่น ๆ” ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช อธิบาย

เมื่อต้นสัปดาห์ เมืองกูรูกรัม (Gurugram) ในเขตกรุงนิวเดลี ได้เกิดปรากฏการณ์ตั๊กแตนจำนวนมากรุกรานพื้นที่ในเมือง ทางการต้องขอให้ประชาชนปิดหน้าต่างบ้านเรือนและตีเครื่องใช้ภาชนะเพื่อลดการขยายพันธุ์ของตั๊กแตนชนิดนี้

กองทัพตั๊กแตนที่บุกเมืองยังทำให้ท่าอากาศยานนานาชาติเดลีซึ่งติดกับเมืองกูรูกรัม ประกาศเตือนให้นักบินใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการนำเครื่องบินขึ้นลง เนื่องจากการรบกวนของฝูงตั๊กแตนจำนวนมาก

การระบาดของฝูงตั๊กแตนทะเลทรายในอินเดียระลอกนี้ นับเป็นครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบทศวรรษ ทางการต้องระดมผู้เชี่ยวชาญ ยานพาหนะ และรถดับเพลิง ฉีดพ่นยาฆ่าแมลงในพื้นที่อย่างน้อย 7 รัฐทางตอนเหนือ ตอนกลาง และตะวันตกของประเทศ

อพยพข้ามทวีปได้อย่างไร

ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กล่าวถึงลักษณะการระบาดในโซนแอฟริกาว่า มีบางปีที่ไม่เกิดการระบาด ธรรมชาติของช่วงนั้น ตั๊กแตนจะไม่มีรวมกลุ่มเป็นฝูง แต่หากปีไหนที่มีสภาพที่เหมาะสมก็จะเกิดการรวมกลุ่ม การรวมกลุ่มทำให้ตั๊กแตนมีความสามารถในการส่งสัญญาณต่อกันให้เปลี่ยนรูปร่าง เปลี่ยนสีเพื่ออพยพ รวมทั้งกระตุ้นตัวเองให้ขยายพันธุ์ได้จำนวนมาก

“จากบินไม่เก่งก็บินได้ไกล ปรับพฤติกรรมให้พร้อม โดยการเปลี่ยนจากอยู่แบบเดี่ยว ๆ เป็นฝูง”

ตั๊กแตนทะเลทรายบินตามกระแสลมด้วยความเร็วประมาณ 16-19 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บินได้สูงถึง 2,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลซึ่งเป็นชั้นเมฆฝน และบินได้นาน 10 ชั่วโมงต่อครั้ง (เฉลี่ย 2 ชั่วโมง) และสามารถเดินทางได้ประมาณ 5-130 กิโลเมตรหรือมากกว่านั้นในหนึ่งวัน

ไทยมีโอกาสแค่ไหนที่จะระบาด

สำหรับตั๊กแตนทะเลทราย ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช บอกว่าจากการติดตามยืนยันว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดการระบาดขนาดใหญ่ในไทย เนื่องจากตั๊กแตนชนิดนี้อยู่ได้ในสภาพแวดล้อมแบบทะเลทราย แต่ไทยมีลักษณะความชื้นสูง ดังนั้น จึงไม่ใช่สภาพอากาศที่เหมาะสมสำหรับตั๊กแตนทะเลทรายในการขยายพันธุ์และตั้งรกราก เพราะตั๊กแตนชนิดนี้ชอบสภาพอากาศแห้งแล้งเหมือนทะเลทราย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากทิศทางลมที่ได้มาทางไทยอีกด้วย

ส่วนตั๊กแตนไผ่ในลาว ก็ “มีโอกาสน้อย” เช่นกัน เพราะการอพยพของตั๊กแตนไผ่ ไม่ได้อพยพเป็นฝูงใหญ่เหมือนตั๊กแตนทะเลทรายที่อพยพทีละเป็นล้าน ๆ ตัว

นอกจากนี้จากการติดตามการระบาดในระยะที่ผ่านมา ยังพบว่าเป็นการระบาดเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือของ สปป.ลาว มีทางเวียดนามตอนเหนือบ้าง แต่ยังไม่พบว่ามีการขยายพื้นที่ลงมา อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตร ได้ติดตามและประสานงานกับเจ้าหน้าที่ลาวเป็นระยะเพื่อเฝ้าระวังปรากฏการณ์ดังกล่าว

“ใช้วิธีกำจัดได้ทั้งสารเคมีและธรรมชาติ ตาข่ายจับก็ได้ถ้าปริมาณน้อย ถ้ามาไม่เยอะก็จับกินได้ แต่คาดว่าถ้ามาถึงไม่น่าจะมีการขยายพันธุ์”

สำหรับการระบาดครั้งแรกของตั๊กแตนไผ่ ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร ระบุไว้ว่า พบครั้งแรกเมื่อปี 2472 ที่ประเทศจีน เกิดการระบาดรุนแรงในมณฑลเสฉวน หูเป่ย์ เกียงสู หูหนาน เกียงสี ฝูเจียน และกวางตุ้ง

Getty Images

ส่วนในไทยพบครั้งแรกเมื่อปี 2512 ที่เชียงใหม่ และสุพรรณบุรี แต่ไม่มีรายงานการระบาด

ในลาวพบการระบาดเมื่อปี 2557 ที่แขวง (จังหวัด) หัวพัน เขตติดต่อกับเวียดนาม ปีถัดมา พบการระบาดเพิ่มในแขวงพงสาลี เขตติดต่อกับจีน โดย สปป.ลาว ได้ขอความช่วยเหลือจาก FAO ให้เข้ามาช่วยควบคุมการระบาดแต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าและภูเขาสูงชัน

สำหรับการระบาดของตั๊กแตนในไทยในอดีต ศรุต ให้ข้อมูลว่าเคยมีการระบาดของตั๊กแตนปาทังก้า แต่ปัจจุบันไม่มีการระบาดและยุติภารกิจของหน่วยงานติดตามตั๊กแตนโดยเฉพาะมาเป็นสิบปีแล้ว

เครดิต:bbcthai


ราชกิจจาฯ ประกาศ กำหนดราคาขาย “หน้ากากอนามัย” ไม่เกินชิ้นละ 2 บาท

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

          ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ สำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กำหนดให้ผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ จำหน่ายหน้ากากอนามัย ในราคาไม่เกินชิ้นละ 2 บาท

หน้ากากอนามัย

          เมื่อวันที่ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ สำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 6 เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการปันส่วน หรือจำหน่ายหน้ากากอนามัย

          โดยในประกาศ ระบุว่า เพื่อให้การปันส่วน หรือจำหน่ายหน้ากากอนามัยเป็นไปอย่างมีระบบ รวมทั้งสามารถจัดสรรหน้ากากอนามัยให้มีปริมาณที่เพียงพอ ต่อความต้องการของประชาชนทั้งประเทศ และราคามีความเหมาะสมเป็นธรรม

          ประกาศในข้อ 3 ระบุว่า ให้ผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่าย ในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ปันส่วนหน้ากากอนามัยไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณการผลิต หรือปริมาณที่ครอบครอง แล้วแต่กรณี และจำหน่ายหน้ากากอนามัยจำนวนดังกล่าว ให้แก่ศูนย์บริหารจัดการหน้ากากอนามัย ของกรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ ในราคาไม่เกินชิ้นละ 2 บาท เพื่อบริหารจัดการให้เพียงพอต่อความต้องการ ภายในประเทศ  เริ่มตั้งแต่วันที่  21 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป

          ทั้งนี้ ให้ผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่าย จัดทำบัญชีคุมสินค้าเป็นรายวัน ส่งศูนย์บริหารจัดการหน้ากากอนามัยของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พร้อมทั้งหลักฐานการจำหน่ายและจัดส่งให้เลขาธิการ ณ สำนักงานคณะกรรมการกลางฯ เป็นประจำทุกสัปดาห์อีกด้วย

หน้ากากอนามัย

ภาพจาก เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

หน้ากากอนามัย

ประกาศรับสมัครเข้าร่วมโครงการเสริมสร้างนวัตกรรมการผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

โครงการเสริมสร้างนวัตกรรมการผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร (Northern Thailand Food Valley to Smart Industry 4.0)

เข้าร่วมโครงการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ!!!

โครงการเสริมสร้างนวัตกรรมการผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร (Northern Thailand Food Valley to Smart Industry 4.0)

สมัครตั้งแต่วันนี้ – 15 มกราคม 2562 
เพื่อคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ จำนวน 30 กิจการ

กลุ่มเป้าหมาย : CLMV,ASEAN+3
เงื่อนไขผู้สมัคร : ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและเกษตรแปรรูป(ต้องจดทะเบียนนิติบุคคล หรือทะเบียนพาณิชย์) และต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางด้านอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและเกษตรแปรรูปอย่างจริงจัง
พื้นที่ : จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดตาก จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดเพรชบูรณ์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และแจ้งการสมัครได้ที่
นางสาวกัญจน์ชญา ผาคำ (อ้อค่ะ) มือถือ : 098-515-1446 คลิกสมัครที่ลิงค์ :https://goo.gl/forms/9FapkzRRgtT4Wjs93
หรือสแกนที่QR Code เพื่อสมัครได้เลยค่ะ

#ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่2ร่วมกับบริษัทคิวคอมแพคจำกัด
#จังหวัดพิษณุโลก #ตาก #สุโขทัย #เพชรบูรณ์ #อุตรดิตถ์


16 มกราคม วันครูแห่งชาติ ประวัติ และความหมาย

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

วันครูตรงกับวันที่ 16 มกราคม ของทุกๆปี (Teachers’ Day)

วันครู

จุดประสงค์ในการมีวันครูนี้ เพื่อให้นักเรียนได้ระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ แม่พิมพ์ พ่อพิมพ์ของชาติที่ได้อบรมสั่งสอนเรามาตั้งแต่เล็ก ทำให้เราเป็นคนดีรู้วิชา เพราะฉะนั้นครูจึงเป็นบุคคลที่สำคัญอย่างมากในวงการ การศึกษา ทั้งในด้านวิชาการ และประสบการณ์ รวมทั้งเป็นอาชีพที่ถือว่ามีความเสียสละเพื่อส่วนรวมอย่างมาก

เหตุผลที่วันที่ 16 มกราคมของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันครูอันเนื่องมาจาก ในปี 2488 ประเทศไทยมีการประกาศพระราชบัญญัติครูขึ้นมาในราชกิจจานุเบกษา จึงมีการกำหนดให้มีวันครูครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมา

วันนี้ Sanook! Campus จึงอยากพาทุกๆท่าน ไปทำความรู้จักกับ ประวัติ ความหมาย ความเป็นมา ของวันครู รวมไปถึงกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องใน วันครูแห่งชาติ นี้ นอกจากนั้นยังมีบทกลอนวันไ้วครูเพราะๆ โดยพระวรเวทย์พิสิฐ(วรเวทย์ ศิวะศรียานนท์)

ความหมายของครู

ครู หมายถึง ผู้อบรมสั่งสอนแนะนำ ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติ เป็นผู้ที่มีหน้าที่สอน อบรมเกี่ยวกับวิชาความรู้ การอ่านเขียน รวมไปถึงการให้ความรู้และแนะนำในการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน (คำว่าครูนั้นมาจากศัพท์ภาษาสันสกฤต คำว่า “คุรุ” และภาษาบาลี คำว้า “ครุ” , “คุรุ”)

วันครูแห่งชาติวันครูแห่งชาติ

ประวัติความเป็นมาของวันครูแห่งชาติ

วันครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ. 2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า”คุรุสภา” ซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคลและให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความ เห็นในเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ จัดสวสัดิการให้แก่ครูและครอบครัว ได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู

ด้วยเหตุนี้ในทุกๆปี คุรุสภาจึงจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งซักถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆเกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภา โดยมี คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบข้อสงสัย สถานที่ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุม”สามัคคยาจารย์”หอประชุมของจุฬาลงกร ณมหาวิทยาลัย ในระยะหลังจึงมาใช้หอประชุมของคุรุสภา

ปี พ.ศ. 2499 ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวปราศัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า “ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่า”วันครู”ควรมีสักวันหนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้ แสดงความเคารพสักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับคนทั่วไปถ้าถึงวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง”

จากแนวความคิดนี้ กอรปกับความคิดเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่นๆที่ล้วนเรียกร้อง ให้มี “วันครู” เพื่อให้เป็นการรำลึกถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสีย สละ ประกอบคุณงามความดีเพื่แประโยชน์ของชาติ และประชาชนเป็นอันมาก ในปีเดียวกันที่ประชุมคุรุสภาสามัญประจำปีจึงได้พิจารณาเรื่องนี้และมีมติ เห็นควรให้มี “วันครู” เพื่อเสนอคณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอในหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครู และเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอีนดีระหว่างครูกับประชาชน

ในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2499 ให้วันที่ 16 มกราคม ของทุกปีเป็น “วันครู” โดยถือเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจา นุเบกษาเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2488 เป็นวันครู และให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดัง กล่าวได้

การจัดงานวันครูได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2500 ในส่วนกลางใช้สถานที่ของกรีฑาสถานแห่งชาติเป็นที่จัดงาน งานวันครูนี้ได้กำหนดเป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูไว้ให้แก่อนุชนรุ่น หลังทุกปี อนุสรณ์ที่สำคัญคือหนังสือประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างที่เป็นถาวรวัตถุ

การจัดงานวันครู

งานวันไหว้ครูในปัจจุบัน ได้ถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกิจกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยตลอดเวลา ซึ่งในปัจจุบันได้จัดรูปแบบการจัดงานวันครูจะมีกิจกรรม 3 ประเภทใหญ่ดังนี้

  1. กิจกรรมทางศาสนา
  2. พิธีรำลึกถึงครูบาิจารย์ โดยมีพิธีปฏิญานตน รวมไปถึงการกล่าวระลึกถึงพระคุณของครู
  3. กิจกรรมจัดเพื่อความสามัคคีระหว่างผู้ปกครองกับคุณครู อาจจะเป็นการแข่งขันกีฬาเพื่อความสามัคคี หรืองานเฉลิมฉลองต่างๆ

บทกล่าววันไหว้ครู และขั้นตอนในการจัดกิจกรรม

ปาเจราจริยา โหนติ คุณุตตรานุสาสกา (วสันตดิลกฉันท์)

ประพันธ์โดย พระวรเวทย์พิสิฐ (วรเวทย์ ศิวะศรียานนท์)

บทไว้ครู ปาเจราจริยา โหนติบทไว้ครู ปาเจราจริยา โหนติ

ปัญญาวุฒิกเรเตเต ทินโนวาเท นมามิหัง

จากนั้นประธานจัดงานวันครู จะเชิญผู้ร่วมประชุมยืนสงบนิ่ง 1 นาที เพื่อระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ครูอาวุโสประจำการนำผู้เข้าร่วมประชุมกล่าวคำปฏิญาณดังนี้

  • ข้อ 1.ข้าฯจะบำเพ็ญตนให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นครู
  • ข้อ 2.ข้าฯจะตั้งใจฝึกสอนศิษย์ให้เป็นพลเมืองดีของชาติ
  • ข้อ 3.ข้าฯจะรักษาชื่อเสียงของคณะครูและบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

จบแล้วพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา นายกรัฐมนตรีมอบรางวัลครูดีเด่นประจำปี มอบของที่ระลึกให้ครูอาวุโสนอกและในประจำการสุดท้ายกล่าวคำปราศัยและให้ โอวาทแก่ครูที่มาประชุม

จรรยามารยาทและวินัยตามระเบียบประเพณีของครู

  • เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ
  • ยึดมั่นในศาสนาที่ตนนับถือ ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นศาสนาอื่น
  • ตั้งใจสั่งสอนศิษย์และปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เกิดผลดีด้วยความเอาใจใส่ อุทิศเวลาของตนให้แก่ศิษย์ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่การงานไม่ได้
  • รักษาชื่อเสียงของตนมิให้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว ห้ามประพฤติการใดๆอันอาจทำให้เสื่อมเสียเกียรติและชื่อเสียงของครู
  • ถือปฏิบัติตามกฎระเบียบและแบบธรรมเนียมอันดีงามของสถานศึกษา และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่การงานโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผนของสถานศึกษา
  • ถ่ายทอดวิชาความรู้โดยไม่บิดเบือนและปิดบังอำพราง ไม่นำหรือยอมให้นำผลงานทางวิชาการของตนไปใช้ในทางทุจริตหรือเป็นภัยต่อมนุษย์ชาติ
  • ให้เกียรติแก่ผู้อื่นทางวิชาการโดยไม่นำผลงานของผู้ใดมาแอบอ้างเป็นผลงานของตน และไม่เบียดบังใช้แรงงานหรือนำผลงานของผู้อื่นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน
  • ประพฤติตนอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต และปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความเที่ยงธรรม ไม่แสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ
  • สุภาพเรียบร้อยประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ รักษาความลับของศิษย์ ของผู้ร่วมงานและสถานศึกษา
  • รักษาความสามัคคีระหว่างครูและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหน้าที่การงาน

ข้อกำหนด GMP HACCP

ช่วยแชร์ด้วยนะค่ะ

         บริษัท คิว คอมแพค จำกัด ได้เป็นเกียรติในการเข้าฝึกอบรม In House Training หลักสูตรข้อกำหนด GMP HACCP ให้กับบริษัทใหญ่ ๆ อย่าง บริษัท ฟู้ดโปรเจ็ค (สยาม) จำกัด ที่เป็นบริษัทชั้นนำด้านการนำเข้า และจัดจำหน่ายอาหารทะเลเเช่แข็ง อาหารสด และอาหารแห้ง และวัตถุดิบสำหรับผลิตอาหารญี่ปุ่นมานาน ตั้งแต่ปี 2531 


บริษัท คิว คอมแพค จำกัด

21/20 ถนนมาเจริญ แขวงหนองแขม         เขตหนองแขม กรุงเทพฯ 10160              โทร 02-812-2204                     ฝ่ายขาย 086-355-4512 คุณปุ๊ก               เพิ่มเพื่อน